上海简介

 
 

ข้อมูลพื้นฐาน

แผนที่นครเซี่ยงไฮ้

ที่ตั้งและพี้นที่

นครเซี่ยงไฮ้ตั้งอยู่บนชายผั่งทะเลทางตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก ทางด้านตะวันออกของประเทศจีน ทิศเหนือติดบริเวณปากแม่น้ำแยงซีเกียง ทิศใต้ติดกับอ่าวหังโจว ทิศตะวันตกติดมณฑลเจียงซูและเจ้อเจียง ทิศตะวันออกติดกับทะเลตงไห่ เซี่ยงไฮ้มีพื้นที่ประมาณ 6,340.5 ตร.กม. คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 0.06 ของพื้นที่ทั้งประเทศ โดยเป็นผืนแผ่นดิน 6,218.65 ตร.กม. และเป็นผืนน้ำ 121.85 ตร.กม. ทิศเหนือจรดทิศใต้คิดเป็นระยะทาง 120 ก.ม. ทิศตะวันออกจรดทิศตะวันตกคิดเป็นระยะทาง 100 ก.ม. โดยมีแม่น้ำหวงผู่เป็นแม่น้ำสายหลักและแหล่งน้ำสำคัญไหลผ่านใจกลางเมืองเป็น ระยะทาง 80 กิโลเมตร ทำให้เซี่ยงไฮ้เป็นเมืองสำคัญที่มีเครือข่ายเส้นทางคมนาคมที่สะดวกเป็นอย่าง ยิ่ง

เซี่ยงไฮ้ประกอบด้วยเกาะสำคัญ 3 เกาะ คือ เกาะฉงหมิง เกาะฉางซิง และเกาะเหิงซา โดยเกาะฉงหมิงมีพื้นที่กว้างใหญ่ที่สุด คือ 1,041.21 ตร.กม. อีกทั้งนับเป็นเกาะขนาดใหญ่อันดับสามของจีน ซึ่งอุดมด้วยแหล่งน้ำและทะเลสาบธรรมชาติ

ประชากร

เซี่ยงไฮ้เป็นเมืองศูนย์กลางทางการเงินและการค้า ทำให้มีประชากรหลั่งไหลเข้ามาทั้งจากในประเทศจีนเองและจากต่างประเทศเป็น จำนวนมาก โดยในปี 2550 เซี่ยงไฮ้มีประชากรทั้งสิ้นประมาณ 18.8846 ล้านคน ซึ่งในจำนวนดังกล่าวแบ่งเป็นประชากรที่มีสำมะโนครัวเซี่ยงไฮ้ราว 13.7104 ล้านคน และเป็นประชากรที่ไม่มีสำมะโนครัวเซี่ยงไฮ้ราว 5.1742 ล้านคน ปี 2550 เซี่ยงไฮ้มีอัตราการเกิดประชากรเท่ากับร้อยละ 6.99 และมีอัตราการตายเท่ากับร้อยละ 7.73

ภูมิอากาศ

เซี่ยงไฮ้ตั้งอยู่ในเขตมรสุมร้อนเอเชียเหนือ แบ่งเป็น 4 ฤดูกาล คือ ฤดูหนาว ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน และฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วงระยะเวลาค่อนข้างสั้น ในขณะที่ฤดูหนาวและฤดูร้อนค่อนข้างยาว อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดทั้งปี 18.4 องศาเซลเซียส โดยมีอุณหภูมิสูงสุด 38.6 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด -3.5 องศาเซลเซียส ปริมาณน้ำฝน 1,042.6 มิลลิเมตร โดยปริมาณน้ำฝนมากกว่าร้อยละ 70 วัดได้ในเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกันยายน

ทรัพยากรธรรมชาติ

เนื่องจากนครเซี่ยงไฮ้อยู่ติดกับทะเลตงไห่ ทำให้ชายฝั่งทะเลของเซี่ยงไฮ้เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ทะเลหลายชนิด โดยเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจถึง 20 กว่าชนิด อีกทั้งมีพื้นที่ติดบริเวณปากแม่น้ำแยงซีเกียงซึ่งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์ น้ำจืดชนิดต่างๆ ที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ

ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม

นครเซี่ยงไฮ้เดิมเป็นพื้นที่ชายฝั่งทะเลซึ่งเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านชาวประมง ต่อมาได้จัดตั้งเป็นตำบลเซี่ยงไฮ้ เมื่อปี ค.ศ. 1267 ซึ่งขณะนั้นมีพื้นที่ตั้งอยู่ในเขตอำเภอหัวถิง (คือเขตซงเจียงในปัจจุบัน) ต่อมาปี ค.ศ. 1292 ทางการจีนได้แยกตำบลเซี่ยงไฮ้ออกมาจากอำเภอหังถิง และจัดตั้งเป็นอำเภอเซี่ยงไฮ้ ภายหลังได้จัดตั้งเป็นเมืองเซี่ยงไฮ้อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1843 ต่อมาด้วยทำเลทางภูมิศาสตร์ที่เซี่ยงไฮ้มีลำคลองและทะเลสาบที่เชื่อมต่อการ คมนาคม ทำให้เซี่ยงไฮ้กลายเป็นเมืองท่าเปิด และเริ่มมีประเทศต่างๆ เข้ามาติดต่อค้าขาย และรุ่งเรืองมากในช่วงทศวรรษที่ 1930 นอกจากนี้ ผลจากการที่ประเทศตะวันตก ได้แก่ ประเทศอังกฤษ ประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศฝรั่งเศส เข้ามาเช่าพื้นที่หลายแห่งของเซี่ยงไฮ้ ทำให้ เซี่ยงไฮ้กลายเป็นเมืองท่าการค้านานาชาติที่สำคัญ อีกทั้งอาคารและสถาปัตยกรรมต่างๆ ของนครเซี่ยงไฮ้ได้รับอิทธิพลจากรูปแบบตะวันตก และมีลวดลายสวยงามตามแบบยุโรป จนได้รับการขนานนามว่าเป็นนครปารีสแห่งตะวันออกในปัจจุบัน

ผู้นำ

คณะผู้บริหารเทศบาลนครเซี่ยงไฮ้และโครงสร้างเทศบาลนครเซี่ยงไฮ้

นายหยู เจิ้งเซิง (Yu Zhengsheng)

ชื่อ นายหยู เจิ้งเซิง (Yu Zhengsheng)
ตำแหน่ง เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำนครเซี่ยงไฮ้
เข้ารับตำแหน่งเมื่อ เดือนตุลาคม ปีค.ศ. 2007
วันเกิด เดือนเมษายน ปีค.ศ. 1945
ภูมิลำเนาเดิม มณฑลเจ้อเจียง
เคยดำรงตำแหน่งกรรมการประจำของคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์มณฑลซานตง เมื่อปีค.ศ. 1992-1997 และดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์มณฑลหูเป่ย เมื่อปีค.ศ. 2001-2007 อีกทั้งเคยดำรงตำแหน่งประธานสภาประชาชนแห่งมณฑลหูเป่ย เมื่อปีค.ศ. 2001-2003 ปัจจุบันนอกจากดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนนครเซี่ยงไฮ้แล้ว ยังดำรงตำแหน่งกรรมการประจำของคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์นครเซี่ยงไฮ้อีก ด้วย



นายหาน เจิ้ง (Han Zheng)

ชื่อ นายหาน เจิ้ง (Han Zheng)
ตำแหน่ง นายกเทศมนตรีนครเซี่ยงไฮ้
และรองเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ประจำนครเซี่ยงไฮ้
เข้ารับตำแหน่งเมื่อ เดือนมกราคม ปีค.ศ. 2008 (ต่อจากวาระเดิม)
วันเกิด ปีค.ศ. 1954
ภูมิลำเนาเดิม มณฑลเจ้อเจียง
เคยดำรงตำแหน่งรองนายกเทศมนตรีนครเซี่ยงไฮ้ เมื่อปีค.ศ. 1998 ต่อมาดำรง ตำแหน่งรองเลขาธิการคณะกรรมการประจำพรรคคอมมิวนิสต์นครเซี่ยงไฮ้ ในปีค.ศ. 2002 และได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีนครเซี่ยงไฮ้เป็นครั้งแรกในปี 2003 อีกทั้งได้รับเลือกให้เป็นรองเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ประจำนครเซี่ยงไฮ้ เมื่อปีค.ศ. 2007



นายหยู เจิ้งเซิง (Yu Zhengsheng)

ชื่อ นายเสิ่น เสี่ยวหมิง (Shen Xiaoming)
ตำแหน่ง รองนายกเทศมนตรีนครเซี่ยงไฮ้
เข้ารับตำแหน่งเมื่อ เดือนมกราคม ปีค.ศ. 2008
วันเกิด เดือนเมษายน ปีค.ศ. 1963
ภูมิลำเนาเดิม มณฑลเจ้อเจียง
เคยดำรงตำแหน่งสำคัญในงานด้านการศึกษาและการแพทย์ของนครเซี่ยงไฮ้ หลาย ตำแหน่ง โดยเคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลซิ นหัว ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้เจียวทง รองเลขาธิการคณะทำงานด้านศึกษาวิทยาศาสตร์นครเซี่ยงไฮ้ และหัวหน้าคณะกรรมาธิการด้านการศึกษานครเซี่ยงไฮ้ ปัจจุบันทำหน้าที่กำกับดูแลงานด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี การศึกษา สาธารณสุข วัฒนธรรม การกระจายเสียงและการข่าว



นางจ้าว เหวิน (Zhao Wen)

ชื่อ นางจ้าว เหวิน (Zhao Wen)
ตำแหน่ง รองนายกเทศมนตรีนครเซี่ยงไฮ้
เข้ารับตำแหน่งเมื่อ เดือนมกราคม ปี 2008
วันเกิด เดือนพฤศจิกายน ปี 1956
ภูมิลำเนาเดิม มณฑลอันฮุย
มีประสบการณ์ทำงานสำคัญด้านการศึกษาและการเมือง โดยเคยเป็นรองผู้อำนวยการมหาวิทยาลัยถงจี้และหัวหน้าสาขาวิชาการบัญชี คณะบริหารธุรกิจ ด้านการเมืองเคยดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการเขตหนานฮุ่ย และรองเลขาธิการสภาประชาชนนครเซี่ยงไฮ้ ปัจจุบันทำหน้าที่กำกับดูแลงานด้านการกีฬา ท่องเที่ยว ทรัพย์สินทางปัญญา ประชากรและการวางแผนครอบครัว



นายหยาง สง (Yang Xiong)

ชื่อ นายหยาง สง (Yang Xiong)
ตำแหน่ง รองนายกเทศมนตรีนครเซี่ยงไฮ้ และกรรมการประจำของคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์
นครเซี่ยงไฮ้
เข้ารับตำแหน่งเมื่อ เดือนมกราคม ปีค.ศ. 2008 (ต่อจากวาระเดิม)
วันเกิด เดือนพฤศจิกายน ปีค.ศ. 1953
ภูมิลำเนาเดิม มณฑลเจ้อเจียง
เคยดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการรัฐบาลนครเซี่ยงไฮ้เมื่อปีค.ศ. 2001 ต่อมาได้รับเลือกให้เป็นรองนายกเทศมนตรีนครเซี่ยงไฮ้ครั้งแรกเมื่อปีค.ศ. 2003 และรับตำแหน่งดังกล่าวต่ออีกวาระหนึ่งในปีค.ศ. 2008 นอกจากนี้ ยังดำรงตำแหน่งกรรมการประจำของคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์นครเซี่ยงไฮ้ตั้ง แต่ปีค.ศ. 2007 ถึงปัจจุบัน ปัจจุบันกำกับดูแลงานด้านการพัฒนาและปฏิรูป การวางแผน การควบคุมประชากร สารสนเทศ การเตรียมงาน World Expo 2010 สถิติ ราคาสินค้า การท่าเรือ และความมั่นคงของสังคม


นายถู กวงส้าว (Tu Guangshao)

ชื่อ นายถู กวงส้าว (Tu Guangshao)
ตำแหน่ง รองนายกเทศมนตรีนครเซี่ยงไฮ้ และกรรมการประจำของคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์
นครเซี่ยงไฮ้
เข้ารับตำแหน่งเมื่อ เดือนธันวาคม ปีค.ศ. 2007
วันเกิด เดือนมกราคม ปีค.ศ. 1959
ภูมิลำเนาเดิม มณฑลหูเป่ย
เคยดำรงตำแหน่งสำคัญในตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ โดยดำรง ตำแหน่งผู้จัดการใหญ่ของตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ กรรมการและเลขาธิการของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์แห่งประเทศจีน ในปีค.ศ. 1997 ต่อมาดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์แห่งประเทศจีน ในปีค.ศ. 2002 ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองนายกเทศมนตรีนครเซี่ยงไฮ้ และกรรมการประจำของคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์นครเซี่ยงไฮ้ ทำหน้ากำกับดูแลงานด้านการเงิน งานบุคลากร ฝ่ายตรวจสอบ และประสานงานกับหน่วยงานที่ดูแลด้านการคลัง และด้านภาษี


นายถัง เติ้งเจี๋ย (Tang Dengjie)

ชื่อ นายถัง เติ้งเจี๋ย (Tang Dengjie)
ตำแหน่ง รองนายกเทศมนตรีนครเซี่ยงไฮ้
เข้ารับตำแหน่งเมื่อ เดือนมกราคม ปีค.ศ. 2008
วันเกิด เดือนมิถุนายน ปีค.ศ. 1964
ภูมิลำเนาเดิม มณฑลเจียงซู
เคยดำรงตำแหน่งรองประธานบริษัท Shanghai Automotive Industry Corporation (Group) ประธานบริษัทและเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ประจำบริษัท Shanghai Electric (Group) รองเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ฝ่ายงานอุตสาหกรรมนครเซี่ยงไฮ้ ต่อมาในปีค.ศ. 2003 ได้รับเลือกให้เป็นรองนายกเทศมนตรีนครเซี่ยงไฮ้เป็นครั้งแรก และกลับเข้าดำรงตำแหน่งต่ออีกวาระหนึ่งในปีค.ศ. 2008 ปัจจุบันทำหน้าที่กำกับดูแลงานด้านการต่างประเทศ เศรษฐกิจการค้าต่างประเทศ การเงินระหว่างประเทศ กิจการเกี่ยวกับฮ่องกง ไต้หวัน และมาเก๊า ศาสนา และชาวจีนโพ้นทะเล


นายหู เหยียนจ้าว (Hu Yanzhao)

ชื่อ นายหู เหยียนจ้าว (Hu Yanzhao)
ตำแหน่ง รองนายกเทศมนตรีนครเซี่ยงไฮ้
เข้ารับตำแหน่งเมื่อ เดือนมกราคม ปีค.ศ. 2008
วันเกิด เดือนเมษายน ปีค.ศ. 1951
ภูมิลำเนาเดิม มณฑลเจ้อเจียง
เคยดำรงตำแหน่งรองเลขานุการ และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยประจำพรรคคอมมิวนิสต์นครเซี่ยงไฮ้ ในปีค.ศ. 2003 และได้รับเลือกให้เป็นรองนายกเทศมนตรีนครเซี่ยงไฮ้ครั้งแรก เมื่อปีค.ศ. 2004 และกลับเข้าดำรงตำแหน่งอีกวาระหนึ่งในปีค.ศ. 2008




นายอ้าย เป่าจวิน (Ai Baojun)

ชื่อ นายอ้าย เป่าจวิน (Ai Baojun)
ตำแหน่ง รองนายกเทศมนตรีนครเซี่ยงไฮ้
เข้ารับตำแหน่งเมื่อ เดือนธันวาคม ปีค.ศ. 2007
วันเกิด เดือนกุมภาพันธ์ ปีค.ศ. 1960
ภูมิลำเนาเดิม มณฑลเหลียวหนิง
เคยดำรงตำแหน่งกรรมการและผู้จัดการใหญ่บริษัท Shanghai Baosteel Group ตั้งแต่ปีค.ศ. 1998 ถึงปีค.ศ. 2007 ปัจจุบันทำหน้าที่กำกับดูแลงานด้านอุตสาหกรรม การพาณิชย์ ทรัพย์สินของเทศบาล การผลิตไฟฟ้า และบริการด้านสังคม




การปกครอง

นครเซี่ยงไฮ้ปกครองโดยเทศบาลนครเซี่ยงไฮ้ซึ่งขึ้นตรงต่อรัฐบาลกลาง และมีนายกเทศมนตรีนครเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Mayor) เป็นผู้บริหารสูงสุด มีฐานะเทียบเท่ากับผู้ว่าการมณฑล เซี่ยงไฮ้แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 17 เขต 1 เซี่ยงไฮ้แบ่งเป็น 4 พื้นที่หลัก ได้แก่
ผู่ซี (Puxi) ผู่ตง (Pudong) เมืองรอบนอก และเกาะฉงหมิง (Chongming)

  • ผู่ซี ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำหวงผู่ เป็นศูนย์กลางการค้าแห่งแรกของนครเซี่ยงไฮ้ ก่อนย้ายบางส่วนไปอยู่ผู่ตง ผู่ซีครอบคลุมเขตการปกครอง 9 เขต ได้แก่ เขตหวงผู่ เขตหลูวาน เขตสวีฮุ่ย เขตฉางหนิง เขตจิ้งอัน เขตผู่ถัว เขตจ๋าเป่ย เขตหงโข่ว
    และเขตหยางผู่
  • เขตผู่ตง ตั้งอยู่ทางตะวันออกของแม่น้ำหวงผู่ เรียกว่า "เขตใหม่ผู่ตง" (Pudong new area) เป็นศูนย์กลางทางการเงินและธุรกิจของเซี่ยงไฮ้และจีน
  • เมืองบริเวณรอบนอกอีก 7 เขต ได้แก่ เขตเปาซาน เขตหมิ่นหาง เขตเจียติง เขตจินซาน เขตซงเจียง เขตชิงผู่ และเขตเฟิ่งเสียน
  • เกาะฉงหมิง ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเซี่ยงไฮ้บริเวณปากแม่น้ำฉางเจียง มีพื้นที่รวม 1,200 ตารางกิโลเมตร ถือเป็นเกาะที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของจีน เน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

แผนผังการปกครองนครเซี่ยงไฮ้


แผนผังการปกครองนครเซี่ยงไฮ้

เมืองสำคัญ/เขตพัฒนาเศรษฐกิจ

เขตเมืองใหม่ผู่ตง (Pudong)

เขตเมืองใหม่ผู่ตง

เขตเมืองใหม่ผู่ตง มีพื้นที่ทั้งหมด 1,210 ตารางกิโลเมตร มีประชากรประมาณ 4.12 ล้านคน คิดเป็นประมาณ 1 ใน 5 ของจำนวนประชากรนครเซี่ยงไฮ้ ผู่ตงมีลักษณะตามภูมิศาสตร์เป็นสามเหลี่ยม ด้านตะวันออกติดกับแม่น้ำหวางผู่ ด้านตะวันตกติดกับปากแม่น้ำแยงซีเกียง (Yangtze River) และยังเป็นจุดศูนย์กลางของท่าเรือสำคัญของประเทศจีน ที่ซึ่งแม่น้ำแยงซีเกียงไหลลงทะเลจีน อันเป็นดินแดนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซีเกียงที่กว้างใหญ่และอุดมสมบูรณ์ ทั้งนี้ยังสามารถขยายการค้าไปยังประเทศที่อยู่ริมมหาสมุทรแปซิฟิก และประเทศทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เศรษฐกิจพัฒนาแล้วได้อีกด้วย ซึ่งวันที่ 24 เมษายน ปี 2552 คณะรัฐมนตรีจีนยุบเขตหนานฮุ่ยรวมเข้ากับเขตผู่ตง ซึ่งนับแต่นี้ไปเขตผู่ตงจะไม่เพียงแต่เป็นที่ตั้งของย่านศูนย์กลางการเงิน ลู่เจียจุ่ย ท่าเรือไว่เกาเฉียว เขตพัฒนาอุตสาหกรรมจินเฉียวและจางเจียงเท่านั้น แต่จะเป็นที่ตั้งของเขตคลังสินค้าทัณฑ์บนท่าเรือน้ำลึกหยางซานและเมืองใหม่ หลินกั่งด้วย ซึ่งจะทำให้เขตผู่ตงกลายเป็นศูนย์รวมแหล่งอุตสาหกรรมการค้าและการเงินสำคัญ แห่งใหม่ที่สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาของจีน

การปฎิรูปเขตการปกครองครั้งใหญ่นี้ ไม่เพียงแต่ส่งผลให้จำนวนประชากร พื้นที่ และ GDP ของเขตผู่ตงเพิ่มขึ้น แต่ยังช่วยแก้ไขปัญหาจำนวนเที่ยวเรือโดยสารระหว่างท่าเรือไว่เกาเฉียวและท่า เรือหยางซานที่มีน้อย และลดปัญหาในการสับเปลี่ยนขนถ่ายสินค้าระหว่างเขตปลอดภาษีภายในของท่าเรือ ทั้ง 2 อีกด้วย ซึ่งรัฐบาลจัดให้เป็น 2 ท่าเรือนำร่องที่จะนำนโยบายการเดินเรือรูปแบบใหม่มาใช้ เพื่อสร้างฐานการพัฒนาศูนย์กลางการเดินเรือของโลกที่แข็งแกร่งของจีน รวมถึงเสริมบทบาทการเป็นศูนย์กลางการเงินโลกของนครเซี่ยงไฮ้อีกด้วย

การพัฒนาของเขตผู่ตงเริ่มขึ้นตั้งแต่ต้นคริสตศตวรรษที่ 20 หลังจากผ่านไป 10 ปี ความพยายามในการเปิดประเทศและการพัฒนาก็สัมฤทธิ์ผล ปัจจุบันผู่ตงจัดว่าเป็นไข่มุกแห่งปากแม่น้ำแยงซี มีการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจ 4 เขตที่ฝั่ง Pudong ดังนี้

1. Lujiazui Finance and Trade Zone
 Lujiazui Finance and Trade Zone

เขตการเงินและการค้าระหว่างประเทศimage "ลู่เจียจุ่ย" มีพื้นที่ 28 ตารางกิโลเมตร เป็นศูนย์รวมของบริษัทข้ามชาติที่สำคัญ (รวมทั้งห้างสรรพสินค้า Super Brand Mall ของไทยด้วย) และมีตลาดธุรกิจระดับชาติ 6 ตลาด ได้แก่
1) Shanghai Stock Exchange
2) Shanghai Securities Exchange
3) Shanghai Property Rights Exchange
4) Shanghai Real Estate Market
5) Shanghai Human Resource Market
6) Shanghai Diamond Exchange

ในปี 2550 มีสถาบันการเงินที่จัดตั้งในเขตดังกล่าวรวม 493 ราย โดยกว่าครึ่งหนึ่งเป็นสถาบันการเงินต่างประเทศ มีธนาคารต่างประเทศที่จัดตั้งเป็นนิติบุคคลท้องถิ่น 12 ราย (จาก 18 รายทั่วประเทศจีน) มีบริษัทจัดการกองทุน 26 ราย (จาก 54 รายทั่วประเทศจีน) และมีบริษัทบริหารสินทรัพย์และบริษัทประกัน 5 ราย (จาก 9 รายทั่วประเทศจีน) นอกจากนี้ เขตดังกล่าวยังเป็นแหล่งที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ระดับภูมิภาคของบริษัทข้าม ชาติต่างๆ กว่า 37 แห่ง เช่น Sie-mens Alcatel Tomson และ Worldbest รวมทั้งวิสาหกิจด้านการค้าและการลงทุนต่างชาติอีกนับหมื่นแห่ง รวมถึงบริษัทใหญ่ๆ ของจีนเองก็ได้ย้ายสำนักงานใหญ่มาตั้งอยู่ในเขตนี้เช่นกัน ปัจจุบันในเขตนี้มีตึกระฟ้ารวม 1082 ตึก รวมถึงตึก World Financial Center ที่มีความสูงที่สุดในจีนขณะนี้ คือ 101 ชั้น คาดว่าจะสร้างแล้วเสร็จภายในปีค.ศ. 2008 และตึก Shanghai Center ที่จะมีความสูงถึง 118 ชั้น คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในปีค.ศ. 2010

2. Jinqiao Export Processing Zone

ขนาดพื้นที่ 20 ตารางกิโลเมตร ในปลายปี ค.ศ. 2004 เขตนี้ได้ดึงดูดบริษัทลงทุนท้องถิ่นและจากต่างชาติถึง 410 แห่ง ยอดเงินลงทุนสูงถึง 11,064 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งได้มีการลงทุนจริงแล้ว 3,611 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มูลค่าสินค้าอุตสาหกรรมรวม 123,407 ล้านหยวน ซึ่งในจำนวนนี้ 65,754 ล้านหยวนคิดเป็นอุตสาหกรรมเทคโนโลยีใหม่ และเทคโนโลยีระดับสูง เช่น ชิ้นส่วนรถยนต์ ชิ้นส่วนอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ ชิ้นส่วนอุปกรณ์การสื่อสาร ยารักษาโรค อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนสมัยใหม่ เป็นแหล่งลงทุนสำคัญของกลุ่ม GM, NEC, Sharp ฯลฯ

3. Zhangjiang High-tech Park
Zhangjiang High-tech Park


ประกอบด้วยพื้นที่รวม 25 ตารางกิโลเมตร เป็นแหล่งอุปกรณ์อิเล็คทรอนิคส์ IT Biomedicine รวมทั้งอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และซอฟท์แวร์ ตัวอย่างเช่น

กลุ่มบริษัท Grace Semiconductor
(ที่ร่วมทุนโดยบริษัทไต้หวัน กับ Silicon Storage Technology ของสหรัฐ) Semiconductor Inter ลงทุนมูลค่า 3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ

บริษัท Honeywell International ผู้ผลิตชิ้นส่วนอัตโนมัติของอุปกรณ์ขนส่งและอากาศยาน บริษัทต่างๆ มากกว่า 382 แห่ง รวมถึง Citibank Asia-Pacific Software Sony BearingPoint Kyocera ได้ย้ายเข้ามาตั้งในแหล่งตั้งแต่ก่อนปี ค.ศ. 2004





4. Waigaoqiao Free Trade Zone
Waigaoqiao Free Trade Zone

ในบริเวณพื้นที่ 10 ตารางกิโลเมตร เป็นพื้นที่สำหรับการผลิตและการส่งออก อยู่ใกล้ท่าเรือเซี่ยงไฮ้ ปัจจุบันมีบริษัทสำคัญ อาทิ Hewlett Packard, Swatch Group, Panasonic, SUMSUNG, 3M, Philips, Pioneer, IBM, JVC ฯลฯ และบริษัทข้ามชาติอีกเกือบ 100 บริษัท

เขตคลังสินค้าทัณฑ์บนไว่เกาเฉียว มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 1 ของทั้งประเทศจีน ในปี 2551 มีอัตราส่วนด้านมูลค่านำเข้าสินค้า มูลค่าส่งออกสินค้าและรายรับจากภาษีคิดเป็นร้อยละ 52 ร้อยละ 46 และร้อยละ 53 ของมูลค่าดังกล่าวในเขตคลังสินค้าทัณฑ์บนทั่วประเทศจีนทั้งหมด ปัจจุบันภายในบริเวณคลังสินค้าทัณฑ์บนไว่เกาเฉียวมีบริษัทการค้าระหว่าง ประเทศกว่า 5,000 บริษัท มีศูนย์การขนส่ง 123 แห่ง ที่ดำเนินการติดต่อธุรกิจกับ 192 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก มูลค่าการนำเข้าของเขตคลังสินค้าทัณฑ์บนมีอัตราส่วนคิดเป็นร้อยละ 30 ของมูลค่านำเข้าทั้งนครเซี่ยงไฮ้





การคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์

การคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์ของนครเซี่ยงไฮ้พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการขนส่งทางน้ำ ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลเซี่ยงไฮ้ที่ต้องการพัฒนาให้เซี่ยงไฮ้เป็น ศูนย์กลางการขนส่งสินค้าทางน้ำ โดยในปี 2550 ท่าเรือเซี่ยงไฮ้มีปริมาณการลำเลียงขนส่งสินค้าสูงเป็นอันดับ 1 ของโลกติดต่อกันเป็นปีที่ 3 มีปริมาณการลำเลียงขนส่งสินค้าจำนวน 560 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.5 นอกจากนี้ ยังมีปริมาณการลำเลียงขนส่งตู้คอนเทนเนอร์สูงเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากสิงคโปร์ โดยมีปริมาณการลำเลียงขนส่ง จำนวน 26.152 ล้านตู้ เพิ่มขึ้นร้อยละ 20.4 การเพิ่มขึ้นของปริมาณขนส่งสินค้าของเซี่ยงไฮ้ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการเปิดใช้ท่าเรือหยางซาน ซึ่งเป็นท่าเรือน้ำลึกแห่งใหม่ของเซี่ยงไฮ้ โดยในปี 2550 ท่าเรือดังกล่าวมีปริมาณขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ขนาดมาตรฐานจำนวน 6.108 ล้านตู้

นอกจากการขนส่งทางน้ำแล้ว ในปี 2550 เซี่ยงไฮ้มีการขนส่งสินค้าทางรถยนต์สูงเป็นอันดับรองลงมา โดยมีปริมาณขนส่งสินค้าทางรถยนต์ทั้งสิ้น 356.34 ล้านตัน รองลงมาเป็นการขนส่งทางรถไฟจำนวน 11.22 ล้านตัน

การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของนครเซี่ยงไฮ้

สาธารณรัฐประชาชนจีนมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่เข้าเป็นสมาชิกในองค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTO) ในปี 2001 ทำให้เศรษฐกิจของประเทศจีนเป็นที่น่าจับตามองและเป็นประเทศที่น่าลงทุนทาง ธุรกิจในหลายๆด้าน แต่ระบบโลจิสติกส์ของประเทศจีนเป็นประเด็นปัญหาสำคัญที่สุดในการพัฒนาทาง เศรษฐกิจ ดังนั้นรัฐบาลจีนจึงพยายามยกระดับขีดความสามารถทางโลจิสติกส์จีนให้ทัดเทียม กับประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งได้รับผลตอบรับที่ดีจากผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจโลจิสติกส์ ทั่วโลก โดยจัดอันดับให้ประเทศจีนมีอัตราการเจริญเติบโตทางธุรกิจโลจิสติกส์ทิ้งห่าง ประเทศอินเดียและประเทศรัสเซีย ซึ่งสถาบันบัณฑิตยสถานด้านวิทยาศาสตร์จีนคาดว่าภายในปี 2007 ประเทศจีนจะมีมูลค่าตลาดโลจิสติกส์สูงถึง 73.9 ล้านล้านหยวน ซึ่งเติบโตจากปี 2006 ถึงร้อยละ 26 และในขณะเดียวกันรายงานจากสมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านห่วงโซ่อุปทานของประเทศ สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลด้านห่วงโซ่อุปทานและโลจิสติกส์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ระบุว่า มีธุรกิจถึงร้อยละ 53 ที่แสดงความประสงค์ที่จะเข้ามาลงทุนทางด้านธุรกิจโลจิสติกส์ในประเทศจีน ในขณะที่มีธุรกิจที่ประสงค์จะลงทุนที่ประเทศอินเดียและรัสเซียร้อยละ 35 และร้อยละ 23 ตามลำดับ จากตัวเลขดังกล่าวทำให้ประเทศจีนเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งทางด้านการลงทุนทาง ธุรกิจที่เกี่ยวกับโลจิสติกส์ของวงการธุรกิจโลจิสติกส์โลก การประสบผลสำเร็จดังกล่าวนั้นมาจากการพัฒนาระบบโลจิสติกส์อย่างต่อเนื่องและ จริงจังของจีน ซึ่งเห็นได้ชัดจากนโยบายทางด้านการคมนาคมขนส่งของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ 5 ปี ฉบับที่ 11 ของสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่มุ่งเน้นให้นครเซี่ยงไฮ้เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของจีนดังจะเห็นได้จาก การมี นครเซี่ยงไฮ้อยู่ในทุกแผนของการก่อสร้างโครงการคมนาคมต่างๆ กล่าวคือ

  1. ทางรถไฟจะมีโครงการก่อสร้างทางรถไฟสำหรับขนส่งผู้โดยสารในเส้นทาง ปักกิ่ง-เซี่ยงไฮ้ และทางหลวงเซี่ยงไฮ้-หนิงโป
  2. จะมีโครงการก่อสร้างทางด่วนในเส้นทางสายปักกิ่ง-เซี่ยงไฮ้ เซี่ยงไฮ้-ซีอาน เซี่ยงไฮ้-ฉงชิ่ง และเซี่ยงไฮ้-คุนหมิง
  3. ทางน้ำจะมีโครงการก่อสร้างระบบการขนส่งต่อสินค้า (Transshipment Port System) และระบบการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์สำหรับสินค้าประเภทน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ และแร่เหล็กนำเข้า รวมทั้งถ่านหินในเซี่ยงไฮ้ และโครงการบูรณะเส้นทางเดินเรือน้ำลึกปากแม่น้ำฉางเจียง(แยงซีเกียง) ระยะที่ 3 ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการยกระดับขีดความสามารถทางระบบโลจิสติกส์ของเซี่ยงไฮ้ โดยตรง
  4. ทางอากาศจะมีโครงการขยายการก่อสร้างสนามบินในนครเซี่ยงไฮ้ เซี่ยงไฮ้ยังมีนโยบายเกี่ยวกับการพัฒนาธุรกิจโลจิสติกส์คือ ส่งเสริมเทคนิคการบริหารจัดการทางด้านโลจิสติกส์สมัยใหม่ให้เป็นที่แพร่หลาย ผลักดันระบบโลจิสติกส์สมัยใหม่ในองค์กร ผลักดันกิจกรรมเกี่ยวกับการจัดซื้อ การผลิต การจัดจำหน่าย และการนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ในองค์กรให้มีการดำเนินงานเชื่อมโยงกันอย่าง เป็นระบบ พัฒนาบริษัทให้บริการโลจิสติกส์ที่เป็นมืออาชีพ รวมทั้ง Third Party Logistics (TPL) สร้างระบบโลจิสติกส์ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาและนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ทางด้านโลจิสติกส์มาใช้ ส่งเสริมการพัฒนาระบบสารสนเทศในธุรกิจโลจิสติกส์ สร้างศูนย์กลางทางด้านโลจิสติกส์ขนาดใหญ่ รวมทั้งพัฒนาศูนย์กลางโลจิสติกส์ในภูมิภาคต่างๆซึ่งก็รวมถึงนครเซี่ยงไฮ้ เป็นสำคัญ

ศักยภาพทางระบบโลจิสติกส์ของเซี่ยงไฮ้ยังถูกเติมเต็มจากโครงการพัฒนาเขตสาม เหลี่ยมเศรษฐกิจแยงซี ซึ่งมีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 100,000 ตารางกิโลเมตร คิดเป็น 1% ของพื้นที่ทั่วประเทศจีน มีประชากรโดยรวมประมาณ 72.4 ล้านคนหรือคิดเป็น 6% ของจำนวนประชากรจีนทั้งหมด สภาพภูมิศาสตร์ตั้งอยู่บนปากแม่น้ำสายหลักแยงซีเกียง หันหน้าออกสู่ทะเล โดยมีเมืองที่อยู่ในเขตดังกล่าว 16 เมือง ได้แก่ เมืองเซี่ยงไฮ้ ซูโจว อู๋ซี ฉางโจว หนานจิง(นานกิง) หนานทง เจิ้นเจียง หางโจว เจียซิง หนิงโป เส้าซิง โจวซาน หูโจว และไท่โจว แผนการพัฒนาภายใต้เขตสามเหลี่ยมเศรษฐกิจแยงซีกำหนดให้เมืองดังกล่าวเป็นเขต เศรษฐกิจอุตสาหกรรมทางตะวันตกเฉียงเหนือโดยมีนครเซี่ยงไฮ้เป็นศูนย์กลาง และจะพัฒนานครเซี่ยงไฮ้ให้เป็นเมืองสากลและเป็นประตูทางเชื่อมสู่นานาชาติ ซึ่งมีแผนการพัฒนาภาคคมนาคมโดยดำเนินโครงการสร้างเครือข่ายคมนาคมเชื่อมต่อ กลุ่มเมืองในเขตฉางซันเจี่ยว (ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำฉางเจียงหรือปากแม่น้ำแยงซีเกียง) เพื่อทำให้สามารถเดินทางจากเซี่ยงไฮ้ไปสู่เมืองต่างๆ ได้ภายในเวลา 3 ชั่วโมง ซึ่งจากปลายปี 2002 เป็นต้นมา ได้เริ่มก่อสร้างสะพานขนาดใหญ่ข้ามปากแม่น้ำแยงซีเกียง สะพานข้ามทะเลที่อ่าวหางโจว รวมถึงการขยายทางด่วนเป็น 8 ช่องทางเชื่อมระหว่างเซี่ยงไฮ้กับหนิงโป และโครงการสร้างทางด่วนเชื่อมหนิงโป- หางโจว และระหว่างซูโจว-เซี่ยงไฮ้-หางโจว เป็นต้น

เทศบาลนครเซี่ยงไฮ้วางแผนที่จะใช้งาน Shanghai World Expo 2010 เป็นเครื่องกระตุ้นการพัฒนาระบบโลจิสติกส์และระบบขนส่งมวลชนให้มีการพัฒนา อย่างสมบูรณ์แบบก่อนปี 2010 ได้แก่

  1. เพิ่มปริมาณรถโดยสารสาธารณะที่ให้บริการทั้งสิ้น 940 สาย จากเดิม 18,000 คัน เป็น 19,750 คัน
  2. เพิ่มปริมาณรถแท็กซี่เป็น 45,000 คัน
  3. เพิ่มการก่อสร้างรถไฟใต้ดินรวม 11 สาย (ณ สิ้นปี 2550 รวม 7 สาย) มีระยะรวมกว่า 400

นอกจากนี้เทศบาลนครเซี่ยงไฮ้ยังได้ดำเนินการตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แห่งนครเซี่ยงไฮ้ 5 ปี ฉบับที่ 11 ที่เกี่ยวกับ
การพัฒนาโลจิสติกส์ ดังนี้




การขนส่งทางน้ำ

เซี่ยงไฮ้ได้บรรลุถึงการวางยุทธศาสตร์การพัฒนาศูนย์การขนส่งสินค้าอย่างต่อ เนื่อง โดยดำเนินยุทธศาสตร์การพัฒนาลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียงที่เชื่อมการขนส่งทางบก และทางทะเลเข้าไว้ด้วยกัน โดยมีท่าเรือเซี่ยงไฮ้เป็นศูนย์กลาง การขนส่งทางทะเลนานาชาติ เชื่อมโยงเป็นเครือข่ายกับท่าเรือสำคัญๆตลอดแนวแม่น้ำแยงซีเกียงภายในประเทศ จีน เช่น ท่าเรือเมืองอู่ฮั่น ท่าเรือนครฉงชิ่ง ท่าเรือเมืองเจียงยิน ท่าเรือเวิ่นโจว ท่าเรือเมืองหนิงโป และท่าเรือเมืองโจวซาน การเลือกท่าเรือของนครเซี่ยงไฮ้เป็นศูนย์กลางทางธุรกิจการเดินเรือสินค้า เนื่องจากปัจจัยโครงสร้างพื้นฐานทางธุรกิจทางด้านการเดินเรือ และปัจจัยทางภูมิศาสตร์ที่ตั้งอยู่บนชายฝั่งตรงกลางของประเทศ โดยมีมณฑลเจียงซูทางทิศเหนือ และมณฑลเจ้อเจียงทางทิศใต้เป็นมณฑลหลักในการส่งเสริมการพัฒนาพื้นที่สาม เหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซีเกียงที่ยาว 763 กิโลเมตร เชื่อมกับทะเลตะวันออกซึ่งกินพื้นที่ทางทะเลขนาด 8,000 ตารางกิโลเมตร มีชายฝั่งทอดตัวยาว 186 กิโลเมตร และแนวเกาะยาว 577 กิโลเมตร จำนวน 16 เกาะ ซึ่งมีเกาะ Chongming เป็นเกาะที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของประเทศจีนตั้งอยู่ อนึ่งท่าเรือสำคัญในนครเซี่ยงไฮ้มีรายละเอียดดังนี้

1). ท่าเรือน้ำลึกหยางซาน

ท่าเรือน้ำลึกหยางซาน

หลังจากที่ได้ทำการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการสร้างท่าเรือน้ำลึกหยาง ซานอยู่ถึง 6 ปี รัฐบาลท้องถิ่นและรัฐบาลกลางสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้อนุมัติการสร้างท่าเรือน้ำลึก หยางซานขึ้นที่เกาะหยางซานใหญ่และหยางซานเล็ก ในช่วงกลางปี 2002 และคาดว่าจะแล้วเสร็จในระยะสุดท้ายปี 2020 โดยท่าเรือน้ำลึกแห่งนี้อยู่ห่างจากชายฝั่งทะเลของเซี่ยงไฮ้ทางทิศใต้ 27.5 กิโลเมตร อยู่ในอ่าวหางโจวโดยขึ้นอยู่กับเขตการปกครองของมณฑลเจ้อเจียง ซึ่งภาครัฐมีความประสงค์ให้เป็นท่าเรือขนาดใหญ่ 18 ตารางกิโลเมตร มีความยาวชายฝั่งตลอดแนวน้ำลึก 22 กิโลเมตร สามารถรองรับเรือบรรทุกตู้สินค้าได้มากกว่า 50 ลำ ในขณะเดียวกันสามารถรองรับเรือดังกล่าวได้ทั้งรุ่นที่ 5 และ 6 (5,000-6,000 TEU) คิดเป็นความสามารถในการรองรับสินค้าต่อปีถึง 25 ล้าน TEU ซึ่งจะทำให้เป็นท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดและมีการขนส่งที่หนาแน่นที่สุดในโลก และจะทำให้ร่นระยะเวลาในการขนส่งสินค้าระหว่างสองฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกลดลง จาก 16-17 วัน เหลือเพียง 10 วัน

2). สะพานตงไห่ (Donghai Bridge)

สะพานตงไห่ (Donghai Bridge)

การก่อสร้างโดยการวางรากฐานใต้ทะเลของสะพานแห่งนี้เริ่มและเสร็จสิ้นในปี 2005 สะพานตงไห่มีความยาว 32.5 กิโลเมตรและมีความกว้าง 31.5 เมตร โดยแบ่งเป็น 6 ช่องทางจราจร สามารถเดินเรือผ่านใต้สะพานได้ปีละมากกว่า 5 ล้าน TEU











เมืองใหม่โลจิสติกส์ Lingang New City


เมืองใหม่โลจิสติกส์ Lingang New City

เมืองใหม่แห่งนี้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเขตผู่ตง มีขนาด 150 ตารางไมล์ และอยู่ห่างจากท่าเรือน้ำลึกหยางซาน 30 กิโลเมตร ห่างจากตัวเมืองนครเซี่ยงไฮ้ 55 กิโลเมตร ห่างจากสนามบินนานาชาติผู่ตง 30 กิโลเมตร และห่างจากทางด่วนรอบนอกเซี่ยงไฮ้ 10 กิโลเมตร เมืองใหม่แห่งนี้ออกแบบโดยนาย Von Gerkan และ Marg และคณะผู้ร่วมงานซึ่งเป็นสถาปนิกของเมือง Hamburg ประเทศเยอรมนี โดยเนรมิตให้เป็นเมืองที่มีสภาพทันสมัย ซึ่งผสมผสานสถาปัตยกรรมยุโรปเข้ากับความนิยมของคนเซี่ยงไฮ้ อีกทั้งมีคุณลักษณะของเมืองทางตอนใต้ของประเทศจีน โดยเรียกว่า Harbor New City ซึ่งมีศูนย์กลางเมืองเป็นสระน้ำวงกลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2.5 กิโลเมตร และมีเมืองรายล้อม 3 ชั้น โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าอยู่อาศัยราว 500,000-800,000 คน กล่าวคือ ชั้นแรกจากศูนย์กลางสระน้ำวงกลม เป็นศูนย์กลางการบริหารท่าเรือน้ำลึกที่ทำหน้าที่ให้บริการทางด้านการขนถ่าย สินค้า ทำตลาด shipping ศูนย์โลจิสติกส์ การให้บริการเชิงพาณิชย์และการเงิน แหล่งเศรษฐกิจ แหล่งท่องเที่ยว พิพิธภัณฑ์ทางทะเล และศูนย์อำนวยความสะดวกทางด้านวัฒนธรรม ส่วนชั้นที่สองเป็นสวนสาธารณะและสวนไม้ดอกไม้ประดับ ในขณะที่ชั้นที่สามเป็นสถานที่ที่เตรียมไว้สำหรับเป็นพื้นที่อยู่อาศัย แหล่งที่จับจ่ายใช้สอย ร้านอาหาร สถานพยาบาล และโรงเรียน นอกจากนี้ ในส่วนของพื้นที่นอกเหนือจากแหล่งที่อยู่อาศัย ยังมีการจัดแบ่งโซนพื้นที่ ได้แก่ เช่นโซนอุตสาหกรรม (Industrial Zone) โซนเครื่องจักรหนัก (Heavy Equipment Zone) และ และเขตโลจิสติกส์ใกล้ท่าเรือ (Lingang Logistics Park) ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟกลาง ระหว่างคลังสินค้า พื้นที่ขนถ่ายสินค้า และ เขตปลอดภาษี (Free Zone)

3). ท่าเรือไว่เกาเฉียว (Wai Gao Qiao)

โครงการก่อสร้างท่าเรือ Wai Gao Qiao เป็นโครงการที่เริ่มก่อสร้างในปี 1993 เป็นท่าเรือขนาด 1.63 ตารางกิโลเมตร ลึก 13 เมตร และสามารถรองรับเรือขนถ่ายตู้สินค้าได้ 4 ลำ ลำละ 4,000 TEU ในเวลาเดียวกันและการก่อสร้างระยะที่ 6 ได้เสร็จสิ้นในปี 2006 และเปิดใช้ในปี 2007 โดยจะเป็นท่าเรือสำหรับขนส่งรถยนต์ที่มีความสามารถรองรับการขนส่งรถยนต์เข้า ออกได้ 8 แสนคัน และมีที่จอดรถเพื่อรอขนส่งได้ 6 พันคันพร้อมกัน

4). ท่าเรือ Luo Jing

ท่าเรือแห่งนี้มีโครงการที่จะพัฒนาให้เป็นท่า Bulk Cargo อัตโนมัติแห่งแรกของโลก ซึ่งปัจจุบันท่าเรือแห่งนี้เป็นท่าสำหรับขนถ่ายลำเลียงถ่านหิน แร่ ปุ๋ยเคมี และสินค้าอื่นๆ ที่เป็นแบบ Bulk




การขนส่งทางอากาศ

เซี่ยงไฮ้มีเครือข่ายการคมนาคมทางอากาศที่เชื่อมต่อกับทุกๆ เมืองในจีนและทุกๆ เขตการบินพลเรือนของจีน ยกเว้นไต้หวัน นอกจากนี้ยังเชื่อมต่อกับอีก 59 ประเทศทั่วโลก มี 31 สายการบินชั้นนำของโลกที่ให้บริการเที่ยวบินไปสู่นครเซี่ยงไฮ้ โดยท่าอากาศยานนานาชาติผู่ตงเป็นท่าอากาศยานหลักเพื่อการโดยสารระหว่าง ประเทศ ส่วนท่าอากาศยานหงเฉียวเป็นท่าอากาศยานรองที่ทำการบินทั้งภายในประเทศและ ต่างประเทศ คาดว่าในปี 2015 สนามบินผู่ตงและสนามบินหงเฉียวจะมีผู้โดยสารใช้บริการถึง 110 ล้านคน และมีสินค้าเข้าออกจำนวน 7 ล้านตัน ซึ่งจะทำให้นครเซี่ยงไฮ้ได้รับการยกฐานะให้เป็นศูนย์กลางการขนส่งทางอากาศ ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

1). ท่าอากาศยานหงเฉียว (Hong Qiao)

ท่าอากาศยานหงเฉียวได้ทำการขยายสนามบินในปี 2007 โดยการเพิ่มลานบิน 2 ลาน และก่อสร้างอาคารที่พักผู้โดยสาร 2 อาคาร เพื่อรองรับจำนวนผู้โดยสารโดยเฉพาะนักท่องเที่ยว 30 ล้านคน และรองรับจำนวนการขนถ่ายสินค้า 1 ล้านตัน อนึ่งทางด้านทิศตะวันตกของสนามบินมีแผนที่จะทำจุดเชื่อมต่อชุมทางคมนาคมทั้ง ทางอากาศ ทางบก และรางบนดิน-ใต้ดิน เพื่อเชื่อมต่อกับดินแดนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซีเกียง

2). ท่าอากาศยานนานาชาติผู่ตง (Pudong International Airport)

ท่าอากาศยานนานาชาติผู่ตง (Pudong International Airport)

ปัจจุบันสนามบินนานาชาติผู่ตงมีพื้นที่ทั้งสิ้น 32 ตารางกิโลเมตร ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองนครเซี่ยงไฮ้ 30 กิโลเมตร และห่างจากสนามบินหงเฉียวประมาณ 40 กิโลเมตร มีพื้นที่อาคารผู้โดยสาร 272,000 ตารางเมตร โดยมีจำนวนประตูขึ้นเครื่องบิน 28 ช่องทาง สามารถรองรับเครื่องบินขนาดใหญ่ 8 ลำ และเครื่องบินขนาดกลาง 10 ลำ ทำการจอดได้ในเวลาเดียวกัน การก่อสร้างสนามบินดังกล่าวใช้เงินลงทุนประมาณ 13,000 ล้านหยวน สามารถรองรับผู้โดยสารได้ 20 ล้านคนต่อปี และรองรับการขนถ่ายสินค้าได้ถึง 750,000 ตันต่อปี ลานบินที่หนึ่งมีขนาดความยาว 4,000 เมตร กว้าง 60 เมตร สามารถรองรับเครื่องบินโดยสารขนาดใหญ่เดินทางระยะไกลได้ ส่วนลานบินที่สองมีขนาดความยาว 3,800 เมตร กว้าง 60 เมตร สร้างแล้วเสร็จในปี 2004 ท่าอากาศยานนานาชาติผู่ตงทำการขยายสนามบินเมื่อ 1 ตุลาคม ปีค.ศ. 2006 โดยสร้างถนนเชื่อมเข้าสู่สนามบินทางทิศใต้ เพื่อเชื่อมเข้ากับทางด่วน Shenjiahu ซึ่งเป็นทางที่เชื่อมไปยังมณฑลเจ้อเจียง และเชื่อมไปยังท่าเรือน้ำลึกหยางซาน การมีเส้นทางคมนาคมที่สะดวกดังกล่าวทำให้บริษัทขนส่งสินค้ารายใหญ่แห่งหนึ่ง ของโลก UBS ได้เลือกท่าอากาศยานดังกล่าวเป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้าทางอากาศในภูมิภาค เอเชียแปซิฟิก นอกจากนี้ นครเซี่ยงไฮ้ยังมีแผนในการพัฒนาสนามบินนานาชาติผู่ตงให้มีลานบินระดับ 4-4E จำนวน 5 ลานในอนาคต อีกทั้งมีท่าอาคารเทียบเครื่องบินโดยสารในทิศตะวันออก ตะวันตก และทิศใต้ เป็นรูปตัวยู โดยมีท่าจอดเครื่องบิน 200 ท่า คาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในปี 2015 โดยจะสามารถรองรับผู้โดยสารได้ถึง 80 ล้านคน และรองรับการขนถ่ายสินค้าได้ถึง 5 ล้านตัน




การขนส่งทางบก

นครเซี่ยงไฮ้ได้มีการพัฒนาเส้นทางการคมนาคมขนส่งทางบกไว้อย่างสมบูรณ์ โดยเฉพาะการขนส่งด้วยระบบรางรถไฟนครเซี่ยงไฮ้ที่เชื่อมโยงกับทางรถไฟทุกสาย ทั่วประเทศ การขนส่งด้วยระบบถนนเช่น ทางด่วนสายหลักยาว 650 กิโลเมตรเชื่อมต่อนครเซี่ยงไฮ้กับมณฑลเจียงซู เจ้อเจียง และเมืองต่างๆในเขตสามเหลี่ยมลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียง โดยมีดาวเทียมควบคุมการจราจรทำให้การเดินทางจากนครเซี่ยงไฮ้ไปยังมณฑลอื่นๆ ครอบคลุมเขตสามเหลี่ยมลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียงภายใน 4 ชั่วโมง

การขนส่งระบบราง

1). ระบบขนส่งมวลชนรถไฟนครเซี่ยงไฮ้

ระบบขนส่งมวลชนรถไฟนครเซี่ยงไฮ้

ในปี 2550 ระบบขนส่งมวลชนระบบรางของนครเซี่ยงไฮ้ขยายเป็น 9 สาย มีระยะทางรวม 262.83 ตร.กม. (รวมระยะทางของรถไฟความเร็วสูง Maglev ระยะทาง 29 ก.ม.) รองรับผู้โดยสารได้เป็นจำนวนสูงถึง 814 ล้านคน โดย

Metro Line 1 มีระยะทาง 33.89 กิโลเมตร 26 สถานีจาก Xinzhuang ถึงถนนวงแหวนรอบนอก

Metro Line 2 มีระยะทางทั้งสิ้น 27.03 กิโลเมตรตามทิศตะวันออกสู่ตะวันตกโดยเริ่มจากสนามบินหงเฉียวถึงถนน E.Longdong รวมทั้งสิ้น 17 สถานี

Metro Line 3 เป็นรถไฟยกระดับสายแรกในประเทศจีนจาก Caohejing ถึง Jiangwan ระยะทางรวม 25 กิโลเมตร มี 19 สถานี

Metro Line 4 เริ่มจากถนน Damuqiao สิ้นสุดที่ถนน Lancun ระยะทางรวม 22 กิโลเมตร มี 17 สถานี และ

Metro Line 5 เป็นขบวนรถไฟด่วนเพื่อเชื่อมระหว่างตัวเมืองเริ่มต้นที่สถานี Xinzhuang กับเขตพัฒนา Minhang รวมระยะทางทั้งสิ้น 17 กิโลเมตรโดยแบ่งเป็น 11 สถานี

Metro Line 6 มีเส้นทางโดยสารตลอดสายอยู่ในเขตของผู่ตง มีระยะทางรวม 33 กิโลเมตร แบ่งเป็น 28 สถานี

Metro Line 8 มีระยะทางรวม 22.4 กิโลเมตร แบ่งเป็น 21 สถานี และสามารถเดินทางไปยังสถานที่จัดงาน Shanghai World Expo ด้วยเส้นทางนี้

 ระบบรถไฟเซี่ยงไฮ้

ระบบรถไฟเซี่ยงไฮ้

กรมการรถไฟจีนและเทศบาลนครเซี่ยงไฮ้ร่วมกันสร้างระบบรางรถไฟผู่ตงและเริ่ม เปิดให้บริการเมื่อเดือนธันวาคม 2005 เพื่อเชื่อมระบบขนส่ง สินค้าจากท่าเรือ Lu Chao Gang เขตอุตสาหกรรมเคมีเซี่ยงไฮ้
สะพานตงไห่ท่าเรือน้ำลึกหยางซาน และสถานี Cao Jing ซึ่งเป็นสถานีเชื่อมต่อกับเส้นทางรถไฟสายตะวันออกของจีน ระบบรางผู่ตงมีความยาวทั้งสิ้น 117 กิโลเมตร เชื่อมสถานี Ruan Gang ที่เป็นสถานีเชื่อมเส้นทางรถไฟสายใต้ของจีน และเชื่อมสถานี Zhang Miao ที่เป็นสถานีเชื่อมเส้นทางรถไฟสายเหนือของจีน ระบบรถไฟเซี่ยงไฮ้รวมระยะทางครอบคลุม 269.1 กิโลเมตร ขนถ่ายสินค้าได้ปีละ 127.83 ล้านตัน และมีจำนวนผู้โดยสารในปี 2006 จำนวน 431.31 ล้านคน คิดเป็นจำนวนผู้โดยสารโดยเฉลี่ยต่อวัน 110,000 คน



2) รถไฟ Maglev (Magnetic Levitation)

รถไฟ Maglev (Magnetic Levitation)

รถไฟความเร็วสูงระบบแม่เหล็กไฟฟ้าสายนี้เป็นรถไฟ Maglev เชิงพาณิชย์สายแรกของโลก และของจีน มีระยะทางรวม 30 กิโลเมตร เริ่มจากสถานี Longyang ซึ่งเป็นสถานีเชื่อมต่อกับ Metro Line 2 ถึงสถานีสนามบินนานาชาติผู่ตง รถไฟขบวนนี้ถูกออกแบบให้มีความเร็วสูงสุดที่ 505 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยสามารถใช้ความเร็วในการเดินทาง 430 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งจะทำให้ใช้เวลาทั้งสิ้นเพียง 7 นาทีในการเดินทางจากสนามบินนานาชาติผู่ตงถึงตัวเมืองนครเซี่ยงไฮ้








ระบบทางด่วน

ระบบทางด่วนมีระยะทางครอบคลุม 560 กิโลเมตร รองรับการขนถ่ายสินค้าได้ปีละ 327 ล้านตัน และรองรับจำนวนผู้โดยสารที่ใช้บริการปีละ 24.68 ล้านคน ระบบทางด่วนนี้เชื่อมเมือง 392 เมือง 104 ตำบล และ 17 จังหวัด โดยแบ่งเป็นช่องทางด่วน Hu-Hang, Hu-Ning, Hu-Qing-Ping, Tong-San National และ Hu-Lu

1). ทางด่วน Hu-Qing-Ping

เริ่มจากถนน Zhongchun (ทิศตะวันออก) และสิ้นสุดที่ทางด่วน Zhufeng (ทิศตะวันตก) ระยะทางรวม 28 กิโลเมตร เชื่อมระหว่างมณฑลเจ้อเจียง เจียงซูและเทศบาลนครเซี่ยงไฮ้ ทางด่วนสายนี้ถูกออกแบบให้ใช้ระดับความเร็วอยู่ที่ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

2). ทางด่วนแห่งชาติ Tong-San

เป็นส่วนหนึ่งของทางด่วนที่ทอดตัวทางทิศเหนือจรดทิศใต้ของประเทศจีนตาม พิมพ์เขียวของกระทรวงคมนาคมจีนเพื่อจะเชื่อมเมือง Tongjiang ของมณฑลเฮยหลงเจียง (Heilongjiang) กับเมือง Sanya ของมณฑลไห่หนาน (Hainan) ทางด่วนในส่วนของเซี่ยงไฮ้นี้เริ่มจากเขตจินซาน (Jinshan) ผ่านชิงผู่ (Qingpu), ซงเจียง (Songjiang) และจินซาน (Jinshan) ตามลำดับ ด้วยระยะทางทั้งสิ้น 75 กิโลเมตร โดยควบคุมความเร็วที่ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

3). ทางด่วน Hu-Lu

ทางด่วน Hu-Lu

ระบบทางยกระดับ

เครือข่ายทางยกระดับในนครเซี่ยงไฮ้ประกอบด้วยทางยกระดับวงแหวนรอบใน ทางยกระดับถนนเหนือ-ใต้ และทางยกระดับถนน Yan An ซึ่งทางยกระดับวงแหวนรอบในมีระยะทางทั้งสิ้น 48 กิโลเมตร ประกอบด้วยวงแหวน Zhongshan ที่เชื่อมสองฝั่งแม่น้ำ Huangpu ด้วยสะพาน Nanpu และสะพาน Yangpu ทางยกระดับถนนเหนือ-ใต้ตัดผ่านใจกลางเมืองเซี่ยงไฮ้ ผ่านเขต Zhabei, Jing An, Huangpu และ Luwan ตามลำดับ โดยรวมระยะทางทั้งสิ้น 8.45 กิโลเมตร และทางยกระดับถนน Yan An เริ่มจากถนน Zhongshan Dong 1 ทางด้านทิศตะวันออก และบรรจบกับสนามบินหงเฉียวทางด้านทิศตะวันตก ด้วยระยะทางรวมทั้งสิ้น 14.8 กิโลเมตร ซึ่งทางยกระดับถนน Yan An เป็นทางยกระดับที่สามารถเชื่อมต่อกับทางยกระดับทั้งสองตามที่กล่าวไว้ข้างต้น





ระบบทางยกระดับ

เครือข่ายทางยกระดับในนครเซี่ยงไฮ้ประกอบด้วยทางยกระดับวงแหวนรอบใน ทางยกระดับถนนเหนือ-ใต้ และทางยกระดับถนน Yan An ซึ่งทางยกระดับวงแหวนรอบในมีระยะทางทั้งสิ้น 48 กิโลเมตร ประกอบด้วยวงแหวน Zhongshan ที่เชื่อมสองฝั่งแม่น้ำ Huangpu ด้วยสะพาน Nanpu และสะพาน Yangpu ทางยกระดับถนนเหนือ-ใต้ตัดผ่านใจกลางเมืองเซี่ยงไฮ้ ผ่านเขต Zhabei, Jing An, Huangpu และ Luwan ตามลำดับ โดยรวมระยะทางทั้งสิ้น 8.45 กิโลเมตร และทางยกระดับถนน Yan An เริ่มจากถนน Zhongshan Dong 1 ทางด้านทิศตะวันออก และบรรจบกับสนามบินหงเฉียวทางด้านทิศตะวันตก ด้วยระยะทางรวมทั้งสิ้น 14.8 กิโลเมตร ซึ่งทางยกระดับถนน Yan An เป็นทางยกระดับที่สามารถเชื่อมต่อกับทางยกระดับทั้งสองตามที่กล่าวไว้ข้าง ต้น



ระบบสะพาน

1). สะพาน Nanpu

สะพาน Nanpu เป็นสะพานแขวน มีความยาวทั้งสิ้น 8,346 เมตร กว้าง 30.35 เมตร แบ่งเป็น 6 ช่องทางจราจร สูงจากระดับแม่น้ำ Huangpu (under-clearance) 46 เมตร จึงสามารถให้เรือบรรทุกสินค้าขนาด 55,000 ตันรอดผ่านใต้สะพานได้ สะพานแห่งนี้ถูกออกแบบให้ดูเหมือน "มังกรบินข้ามแม่น้ำ Huangpu" เริ่มเปิดใช้เมื่อ 1 ธันวาคม 1991

2). สะพาน Yangpu

สะพาน Yangpu เป็นสะพานแขวนที่ออกแบบให้คู่กับสะพาน Nanpu เพื่อสนับสนุนทางยกระดับวงแหวน รอบในให้มีความสมบูรณ์ในการข้ามแม่น้ำ Huangpu สะพานแห่งนี้มีความยาวทั้งสิ้น 7,658 เมตร มีความกว้าง 602 เมตร เปิดใช้เมื่อเดือนตุลาคม 1993

3). สะพาน Lupu

สะพาน Lupu

สะพานแห่งนี้มีความยาวทั้งสิ้น 8.7 กิโลเมตร เริ่มจากถนน Luban บนฝั่งผู่ซี ข้ามแม่น้ำ Huangpuไปยังถนน Jiyang บนฝั่งผู่ตง ลักษณะโครงสร้างสะพานเป็นโครงสร้างเหล็ก มี 6 ช่องทางจราจร มี under-clearance 46 เมตร และมีช่องทางจราจรทางน้ำใต้สะพานกว้าง 340 เมตร สะพานแห่งนี้เริ่มเปิดใช้เมื่อปี 2003











ระบบอุโมงค์

อุโมงค์ถนน Dalian, อุโมงค์ถนน Fuxing ตะวันออก

1). อุโมงค์ถนน Dalian

อุโมงค์ Dalian รอดใต้แม่น้ำ Huangpu เริ่มจากถนน Dalian บนฝั่งผู่ซีทางทิศเหนือและไปบรรจบที่ถนน Dongfang บนฝั่ง ผู่ตงทางทิศใต้ อุโมงค์ดังกล่าวมีช่องทางจราจร 4 ช่องทาง ความกว้างช่องทางละ 3.75 เมตร ถูกออกแบบให้จำกัดความเร็วของยานพาหนะที่ 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยเริ่มเปิดให้บริการเมื่อปี ค.ศ. 2003

2). อุโมงค์ถนน Fuxing ตะวันออก

เริ่มจากสี่แยกถนน Fuxing ตะวันออก กับถนน Guangqi บนฝั่งผู่ซี ไปออกที่ถนน Zhangyang ฝั่งผู่ตง ความยาวทั้งสิ้น 2,785 เมตร ประกอบด้วย 6 ช่องทางจราจร โดยสองช่องทางจราจรชั้นบนมีความกว้าง 3 เมตร ออกแบบสำหรับรถที่มีความสูงห้ามเกิน 2.4 เมตร ส่วนช่องทางจราจรที่ต่ำกว่ามีความกว้าง 3.5 เมตร และ ช่องทางฉุกเฉินมีความกว้าง 2.5 เมตร โดยมีความสูงจำกัดที่ 3.8 เมตร และมีความเร็วจำกัดที่ 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อุโมงค์แห่งนี้เปิดให้บริการเมื่อปี ค.ศ. 2004

3). อุโมงค์ถนน Xiangyin

เป็นอุโมงค์ที่สร้างเพิ่มเชื่อมต่อกับทางด่วน Shanghai-Jiaxing ทางด้านทิศตะวันตก และเชื่อมต่อกับสี่แยกถนน Handan ตัดกับทางยกระดับวงแหวนรอบกลาง อุโมงค์แห่งนี้มีสองช่องอุโมงค์และแบ่งเป็น 4 ช่องทางจราจร ด้วยจำกัดความเร็วที่ 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เริ่มให้บริการเมื่อปี ค.ศ. 2005

การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหลัก และโครงการใหญ่ๆของนครเซี่ยงไฮ้ในปัจจุบันมีจุดประสงค์เพื่อรองรับงาน World Expo 2010 โดยมีการเพิ่มระยะทางรถไฟใต้ดินสายต่างๆจากที่มีอยู่ขณะนี้รวมประมาณ 123 กิโลเมตร ให้เป็นระยะทางกว่า 400 กิโลเมตร ภายในปี 2010 ดำเนินโครงการรถไฟฟ้าแม่เหล็ก Maglev และรถไฟความเร็วสูง สร้างโรงแรมระดับ 4-5 ดาว โดยเฉพาะบริเวณย่านชานเมืองของเซี่ยงไฮ้ สร้างโครงการขยายสนามบินทั้งที่ Pudong และ Hongqiao ฯลฯ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาและการเติบโตทางเศรษฐกิจของนคร เซี่ยงไฮ้ภายใต้การนำของนายหยู เจิ้งเซิง เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนแห่งนครเซี่ยงไฮ้คนใหม่ ซึ่งจะต้องดูแลให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลกลาง และแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 11 ต่อไป

เศรษฐกิจ

ข้อมูลเศรษฐกิจพื้นฐานของนครเซี่ยงไฮ้ ปี 2551
รายการ ข้อมูลปี 2551 ขยายตัวจาก ปี 2550 (%)
ขนาดพื้นที่ (ตารางกิโลเมตร) 6,340.5  
จำนวนประชากร (ล้านคน) 18.8846  
GDP (พันล้านหยวน) 1,369.815 9.7
รายได้สุทธิเฉลี่ย/หัว/ปี (หยวน)
- ประชากรในเขตเมือง
- ประชากรในเขตชนบท
26,675
11,385
12.9
11.4
รายจ่ายด้านการบริโภค/คน/ปี (หยวน)
- ประชากรในเขตเมือง
- ประชากรในเขตชนบท
19,398
9,115
12.4
3.1
ยอดค้าปลีก (พันล้านหยวน) 453.714 17.9
ดัชนีราคาผู้บริโภค 105.8 5.8
การส่งออก (พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ)
- โดยบริษัทต่างชาติ (พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ)
169.350
113.735
17.7
16.3
การนำเข้า (พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) 152.788 9.9
การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (มูลค่าการลงทุนจริง) (ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) 10,084 27.3

ที่มา : รวบรวมจากรายงานตัวเลขประมาณการเบื้องต้นของสำนักงานสถิติแห่งนครเซี่ยงไฮ้

ข้อมูลทั่วไปทางเศรษฐกิจ

GDP

ในปี 2551 เซี่ยงไฮ้มีผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ทั้งสิ้นคิดเป็นมูลค่า 1,369,815 ล้านหยวน ขยายตัวร้อยละ 9.7 จากปีก่อนหน้า โดยภาคบริการมีมูลค่าจีดีพีสูงสุดเท่ากับ 735,043 ล้านหยวน ขยายตัวร้อยละ 11.3 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 53.66 ของจีดีพีทั้งหมด รองลงมาได้แก่ ภาคอุตสาหกรรม มีมูลค่าจีดีพีเท่ากับ 623,592 ล้านหยวน ขยายตัวร้อยละ 8.2 และภาคการเกษตรมีมูลค่าจีดีพีเท่ากับ 11,180 ล้านหยวน ขยายตัวร้อยละ 0.7

รายได้

ปี 2551 รายได้สุทธิเฉลี่ยต่อหัวต่อปีของประชาชนในเขตเมืองเท่ากับ 26,675 หยวน ขยายตัวร้อยละ 12.9 จากปี 2550 ในขณะที่รายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปีของประชาชนในเขตชนบทเท่ากับ 11,385 หยวน ขยายตัวร้อยละ 11.4 จากปี 2550

รายจ่ายด้านการบริโภคของประชาชน

ปี 2551 รายจ่ายด้านการบริโภคเฉลี่ยต่อหัวต่อปีของประชาชนในเขตเมืองเท่ากับ 19,398 หยวน เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.4 จากปี 2550 โดยการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคด้านการบริการมีจำนวนสูงสุดเท่ากับ 6,287 หยวน เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.4 ในขณะที่ รายจ่ายด้านการบริโภคเฉลี่ยต่อหัวต่อปีของประชาชนในเขตชนบทมีจำนวนเท่ากับ 9,115 หยวน เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.1 จากปี 2550 โดยเป็นการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคด้านการบริการเป็นจำนวน 3,002 หยวน เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.9

การออม

ในปี 2551 เงินออมภาคประชาชนของเซี่ยงไฮ้มีจำนวนรวม 1,208,366 ล้านหยวน เพิ่มขึ้น 274,446 ล้านหยวน ส่วนเงินออมภาคธุรกิจมีำจำนวนรวมทั้งสิ้น 1,789,974 ล้านหยวน เพิ่มขึ้น 206,698 ล้านหยวน

ดัชนีราคาผู้บริโภค

ดัชนีราคาผู้บริโภคของเซี่ยงไฮ้ในปี 2551 ขยายตัวร้อยละ 5.8 จากปีก่อนหน้า โดยมีปัจจัยหลักจากราคาสินค้าประเภทอาหารที่ขยายตัวสูงถึงร้อยละ 15.3

ตารางแสดงดัชนีราคาสินค้าผู้บริโภคของเซี่ยงไฮ้ในปี 2551

รายการ ดัชนี
ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) 105.8
อาหาร 115.3
สุรา บุหรี่และผลิตภัณฑ์ 101.7
เสื้อผ้าเครื่อง นุ่งห่ม 101.6
ของใช้และบริการ ด้านการตกแต่งบ้าน 108.3
การรักษาพยาบาล 103.1
การคมนาคมและการ สื่อสาร 97.5
ของใช้และบริการ ด้านการศึกษาและการบันเทิง 98.2
ที่พักอาศัย 102.5

การลงทุนในทรัพย์สินถาวร

ปี 2551 เซี่ยงไฮ้มีมูลค่าการลงทุนในทรัพย์สินถาวรทั้งสิ้น 482,946 ล้านหยวน ขยายตัวร้อยละ 8.3 จากปีก่อนหน้า โดยเป็นการลงทุนในภาคบริการสูงสุด คิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 70.4 ของมูลค่าการลงทุนในทรัพย์สินถาวรทั้งหมดของเซี่ยงไฮ้ โดยมีมูลค่ารวม 340,024 ล้านหยวน และเป็นการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมในลำดับรองลงมา ในสัดส่วนร้อยละ 29.4 ของมูลค่าการลงทุนในทรัพย์สินถาวรทั้งหมด รวมเป็นมูลค่าการลงทุน 142,082 ล้านหยวน ที่เหลือเป็นการลงทุนในภาคเกษตรกรรม ในสัดส่วนร้อยละ 0.4 รวมมูลค่าการลงทุน 840ล้านหยวน นอกจากนี้ ในปี 2551 ธุรกิจต่างชาติในเซี่ยงไฮ้ (รวมถึงฮ่องกง ไต้หวัน และมาเก๊า) มีมูลค่าการลงทุนในทรัพย์สินถาวรรวม 748,13 ล้านหยวน เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.2 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 15.5 ของการลงทุนจากภาคการลงทุนทั้งหมดในเซี่ยงไฮ้

การค้าปลีกและค้าส่ง

นครเซี่ยงไฮ้เป็นฐานกระจายสินค้าขนาดใหญ่และมีประสิทธิภาพสูง ภาคการค้าปลีกและค้าส่งของนครเซี่ยงไฮ้เติบโตอย่างรวดเร็ว ในปี 2551 การค้าปลีิกสินค้าอุปโภคบริโภคของเซี่ยงไฮ้ทำสถิติสูงสุด นับแต่ปี 2541 เป็นต้นมา มีมูลค่ารวม 453,714 ล้านหยวน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 17.9 สินค้าที่มีมูลค่าการค้าปลีกสูงสุดได้แก่ สินค้าหมวดรถยนต์ รองลงมาคือ สินค้าหมวดเครื่องใช้ในบ้าน และสินค้าหมวดร้านอาหาร ตามลำดับ

การเพิ่มขึ้นของมูลค่าการซื้อขายสินค้าสินค้าอุปโภคบริโภคของเซี่ยงไฮ้เกิด ขึ้นจากปัจจัยหลัก ดังนี้

  1. การค้าปลีกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของรถยนต์โดยสารส่วนบุคคล โดยตลอดปี 2551 มีมูลค่ารวม 28,784 ล้านหยวน เพิ่มขึ้นร้อยละ 25.1
  2. การค้าปลีกของสินค้าอุปโภคหลักบางชนิดที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาทิ สินค้าหมวดเครื่องใช้ในบ้าน มีมูลค่ารวม 56,967 ล้านหยวน เพิ่มขึ้นร้อยละ 21.7 สินค้าหมวดอุตสาหกรรมร้านอาหารและเครื่องดืมมีมูลค่ารวม 66,954 ล้านหยวน เพิ่มขึ้นสูงถึงร้อยละ 20.3 และสินค้าหมวดเทคโนโลยีสารสนเทศ มีมูลค่ารวม 11,894 ล้านหยวน เพิ่มขึ้นร้อยละ 19.9

ธุรกิจร้านค้าปลีกของเซี่ยงไฮ้ยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยตลอดปี 2551 มีซุปเปอร์มาร์เก็ตในรูปแบบเครือข่ายธุรกิจแฟรนไชส์ทั้งสิ้น 3,078 แห่ง ร้านสะดวกซื้อรวม 4,135 ร้าน ตลอดปี 2551 ธุรกิจแฟรนไชส์มีมูลค่าการจำหน่ายรวม 155,648 ล้านหยวน ขยายตัวร้อยละ 14.3

การค้าระหว่างประเทศ

ภาคการค้าระหว่างประเทศของเซี่ยงไฮ้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยตลอดปี 2551 เซี่ยงไฮ้มีมูลค่าการค้าระหว่างประเทศรวมทั้งสิ้น 322,138 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัวร้อยละ 13.8 จากปี 2550 ทั้งนี้ แบ่งเป็นมูลค่าการส่งออกรวม 169,350 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัวสูงถึงร้อยละ 17.7 และเป็นมูลค่าการนำเข้ารวม 152,788 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ ขยายตัวร้อยละ 9.9 ทำให้ในปี 2551 เซี่ยงไฮ้มียอดเกินดุลการค้าคิดเป็นมูลค่า 16,562 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

การส่งออกสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูงของเซี่ยงไฮ้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยตลอดปี 2551 มีมูลค่าส่งออก 71,308 ล้านหยวน ขยายตัวร้อยละ 19.8 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 42.1 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของเซี่ยงไฮ้ นอกจากนี้ การส่งออกสินค้าประเภทเครื่องจักรกลก็ขยายตัวอย่างรวดเร็ว อีกทั้งมีสัดส่วนการส่งออกสูงถึงร้อยละ 70 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของเซี่ยงไฮ้ โดยมีมูลค่าส่งออกรวม 118,515 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัวร้อยละ 20.3

ทั้งนี้ เซี่ยงไฮ้ส่งออกไปยังทวีปเอเซียสูงสุด โดยตลาดหลักคือ ประเทศญี่ปุ่น รองลงมาได้แก่ทวีปยุโรป อเมริกาเหนือ โดยตลาดหลักคือ ประเทศสหรัฐอเมริกา ทวีปละตินอเมริกา และทวีปโอเชียเนีย ตามลำดับ

การค้าระหว่างไทยและนครเซี่ยงไฮ้

ในปี 2551 มูลค่าการค้ารวมเท่ากับ 6,489.71 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 17.97 จากปี 2550 แบ่งเป็นไทยนำเข้าจากเซี่ยงไฮ้มูลค่า 1,758.21 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 19.75 และไทยส่งออกไปยังเซี่ยงไฮ้มูลค่า 4,731.50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 17.33 ไทยได้เปรียบดุลการค้า 2,973.29 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ภายหลังความตกลงยกเว้นภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าผักและผลไม้ (สินค้าพิกัดภาษี 0708) มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2546 ฝ่ายไทยได้พยายามประชาสัมพันธ์ผลไม้ไทย ในตลาดเซี่ยงไฮ้ และมณฑลใกล้เคียงหลายครั้ง เช่น การจัดงานเทศกาลผลไม้ไทยที่ห้าง Super Brand Mall เมื่อเดือนมิถุนายน 2547 โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธานเปิดงาน การจัดงานประชาสัมพันธ์ลำไยที่โรงแรม Four Seasons และห้างสรรพสินค้า Lian Hua โดยผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่เป็นประธานเปิดงาน เมื่อเดือนกรกฎาคม 2547 การประชาสัมพันธ์ผลไม้ไทยในงานเทศกาลไทยเมื่อเดือนกรกฎาคม 2548 พร้อมกับได้มีการจัดซุ้มประชาสัมพันธ์ผลไม้ไทยที่ห้าง Lotus สาขาต่างๆ ในนครเซี่ยงไฮ้ และในมณฑลใกล้เคียง ล่าสุดได้มีการจัดงาน Thailand Expo 2009 ระหว่างวันที่ 5-9 ก.ย. 2552 ที่ห้าง Super Brand Mall ณ นครเซี่ยงไฮ้

สถิติการค้าไทย-เซี่ยงไฮ้ ระหว่างปี 2543-2551

หน่วย : ล้านเหรียญสหรัฐฯ

  การค้ารวม ไทยนำเข้า ไทยส่งออก
ปี มูลค่า ขยายตัว (ร้อยละ) มูลค่า ขยายตัว (ร้อยละ) มูลค่า ขยายตัว (ร้อยละ)
2543 682.25 77.48 247.56 20.85 434.69 142.09
2544 700.54 2.68 265.63 7.30 434.91 0.05
2545 898.74 28.29 352.62 32.75 546.13 25.57
2546 1527.51 69.98 411.67 16.77 1,115.84 104.32
2547 2648.07 73.36 680.66 65.34 1,967.42 76.32
2548 3413.90 28.92 911.00 33.84 2,502.90 27.22
2549 4299.95 27.93 1,468.26 27.60 4,032.67 28.05
2550 5,500.93 17.97 1,758.21 19.75 4,731.50 17.33


การค้าทวิภาคีระหว่างไทย-เซี่ยงไฮ้ 2551
สินค้าส่งออก 10 อันดับแรกของไทยไปยังนครเซี่ยงไฮ้ ปี 2551

หน่วย : ล้านเหรียญสหรัฐฯ

ลำดับ ประเภทสินค้า มูลค่าส่งออก ขยายตัวจาก ปี 2550
(ร้อยละ)
1 เครื่องจักรที่ใช้ ในสำนักงาน และ อุปกรณ์เครื่องประมวลผลอัตโนมัติ (Automatic Data processing) 2,584.5 30.80
2 เครื่องจักรกลไฟฟ้า เครื่องจักร และ ส่วนประกอบเครื่องไฟฟ้า 756.09 4.46
3 อุปกรณ์โทรคมนาคม และเครื่องอัดเสียง 253.37 60.69
4 Plastics of Primary Pattern 252.69 3.48
5 ยางดิบและยาง สังเคราะห์ 146.47 21.18
6 เคมีภัณฑ์ (Organic Chemicals) 116.73 -50.92
7 ผลิตภัณฑ์ยาง 102.52 43.62
8 เครื่องจักร อุตสาหกรรมทั่วไป และ ส่วนประกอบ 66.84 5.28
9 เครื่องจักร อุตสาหกรรมเฉพาะด้าน 46.85 46.54
10 ด้าย สิ่งทอ 45.27 8.34


สินค้านำเข้า 10 อันดับแรกของไทยจากนครเซี่ยงไฮ้ ปี 2551

หน่วย : ล้านเหรียญสหรัฐฯ

ลำดับ ประเภทสินค้า มูลค่าส่งออก ขยายตัวจาก ปี 2550
(ร้อยละ)
1 เครื่องจักรที่ใช้ ในสำนักงาน และ อุปกรณ์เครื่องประมวลผลอัตโนมัติ (Automatic Data processing) 324.62 23.95
2 เครื่องจักรอุตสาหกรรมทั่วไป และส่วนประกอบ 200.78 -0.40
3 เครื่องจักรกลไฟฟ้า เครื่องจักร และ ส่วนประกอบเครื่องไฟฟ้า 170.25 22.61
4 โลหะที่ไม่มีส่วน ผสมของเหล็ก 125.78 44.40
5 เหล็กกล้า 125.31 -13.47
6 เครื่องมือควบคุมทางวิทยาศาสตร์ 88.88 118.62
7 เครื่องจักรกลพลังงาน
(power machine)
76.51 23.60
8 เครื่องจักรเฉพาะ ทางที่ใช้ในอุตสาหกรรม 67.06 41.71
9 ด้าย และสิ่งทอ 60.23 24.09
10 ยานพาหนะทางบก 56.05 2.80

ที่มา คณะกรรมการการค้าและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ นครเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Foreign Economic & Trade)
ณ วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2552

โอกาสและปัญหาทางการค้า

ช่วงปี 2001-2005 การค้าระหว่างไทยกับเซี่ยงไฮ้มีมูลค่าไม่มากนัก เฉลี่ยแล้วคิดเป็นร้อยละ 1.6 ของการค้ารวมทั้งหมดของเซี่ยงไฮ้ โดยไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้า สินค้าส่งออกไทยที่ที่มีศักยภาพในตลาดเซี่ยงไฮ้ ได้แก่ อาหาร ของใช้ตกแต่งบ้าน อัญมณีและเครื่องประดับ สินค้าประดับยนต์

1.1 สินค้าอาหาร ได้แก่
1) ข้าวหอมมะลิ ซึ่งเป็นที่นิยมในกลุ่มผู้บริโภคที่มีรายได้ปานกลางถึงรายได้สูง เนื่องจากข้าวหอมมะลิยังมีราคาสูง เมื่อเปรียบเทียบกับราคาข้าวท้องถิ่น เฉลี่ยถึงร้อยละ 10 (ตลาดเซี่ยงไฮ้) ปัจจุบัน ธุรกิจอาหารไทยในเขตนครเซี่ยงไฮ้ เริ่มได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ร้านอาหารไทยมีอัตราการเติบโตร้อยละ 5 (ปริมาณร้านอาหารที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2000) ทำให้ผู้บริโภคชาวเซี่ยงไฮ้รู้จักและบริโภคข้าวหอมมะลิไทยเพิ่มขึ้น
2) ผลไม้ ได้แก่ ทุเรียน มะม่วง มังคุด ลำไย ส้มโอ ส้มเขียวหวาน เงาะ ชมพู่ มะพร้าว มะละกอ เป็นผลไม้ที่ได้รับความนิยมมากตามลำดับ ผลไม้ไทยดังกล่าวมีรสชาดดีกว่า เมื่อเทียบกับผลไม้พื้นเมืองที่ปลูกบริเวณตอนใต้ของจีน

1.2 สินค้าของใช้ตกแต่งบ้าน ตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของนครเซี่ยงไฮ้มีการขยายตัวในช่วงร้อยละ 15-19 ซึ่งเป็นสาเหตุหลักในการสร้างความต้องการของสินค้าของใช้ตกแต่งบ้าน

1.3 สินค้าเครื่องประดับและอัญมณี แม้จะยังไม่มีการส่งออกมายังจีนมากนัก แต่เป็นสินค้าที่มีอุปสงค์สูงขึ้นมากในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา อัญมณีที่ได้รับความนิยม ได้แต่ เพชร ทองคำขาว ทองคำ เงิน และรัตนชาติ

1.4 สินค้าประดับยนต์ ที่มีศักยภาพเป็นสินค้าที่ไม่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง แต่เน้นฝีมือความปราณีตและมีการควบคุมคุณภาพที่ดี สินค้าที่ทำจากพลาสติกและยางเป็นสินค้าที่ไทยมีความได้เปรียบด้านวัตถุดิบ ที่มีอยู่มากในประเทศ ทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าต่ำ

2. สินค้าที่ไทยอาจนำไปเป็นวัตถุดิบในการผลิต เช่น ผ้า เส้นด้าย สิ่งทอ อิเล็กทรอนิกส์ เหล็ก และเหล็กกล้า

3. ปัญหาการค้า

3.1 สินค้าไทยยังไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลาย
3.2 สินค้าไทยต้องเผชิญกับการแข่งขันด้านราคากับสินค้าท้องถิ่นจีน
3.3 คุณภาพสินค้าไทยยังไม่มีมาตรฐานสม่ำเสมอ
3.4 การขาดความรู้และความเข้าใจด้านภาษาและกฎระเบียบการค้าของจีน
การลงทุนระหว่างประเทศ

ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในนครเซี่ยงไฮ้เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยในปี 2551 การลงทุนโดยตรงจากต่างชาติในเซี่ยงไฮ้มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 17,112 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยเป็นการทำสัญญาลงทุนกับต่างชาติทั้งหมดรวม 3,748 โครงการ และมีมูลค่าการลงทุนจริงที่เกิดขึ้นแล้ว 10,084 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากปี 2550 คิดเป็นร้อยละ 27.3 ทั้งนี้ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศสูงสุดเป็นการลงทุนในภาคบริการ มีมูลค่าการลงทุนรวม 6,835 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 67.8 ของมูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศทั้งหมดของเซี่ยงไฮ้

หลังจากที่ประเทศจีนเข้าร่วม WTO นครเซี่ยงไฮ้ได้กลายเป็นเมืองที่ดึงดูดการลงทุนจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก ณ สิ้นปี 2551 เซี่ยงไฮ้รับการลงทุนจากต่างประเทศรวมกว่า 138 ประเทศ โดยมีบริษัทต่างชาติที่มาจัดตั้งสำนักงานใหญ่ในระดับภูมิภาครวม 224 แห่ง จัดตั้งบริษัทในรูปการลงทุนรวม 178 แห่ง และจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) รวม 274 แห่ง

แนวโน้มการรับการลงทุนจากต่างประเทศของเซี่ยงไฮ้มีดังนี้

  1. โครงสร้างอุตสาหกรรม - นครเซี่ยงไฮ้มุ่งเน้นในด้านอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชั้นสูง และเศรษฐกิจการค้าร่วมกับต่างชาติ
  2. ลู่ทางในการลงทุน - เปิดรับ WFOEs (Wholly Foreign-owned Enterprises) และบริษัทต่างประเทศเข้ามาลงทุน และผลักดันนักลงทุนให้ใช้รูปแบบการลงทุนใหม่ๆ เช่น M&A เพื่อเข้ามามีส่วนร่วม และปฏิรูปบริษัทท้องถิ่น (ที่เป็นของคนจีน)
  3. ยุทธศาสตร์การลงทุน - ผลักดันการลงทุนใน regional headquarters เป็นศูนย์กลาง R&D และศูนย์กลางการค้าขาย โดยหวังว่าการลงทุนจากต่างชาติจะเป็นระบบและโดดเด่นยิ่งขึ้น

(Source; Shanghai Foreign Relations & Trade: http://www.smert.gov.cn)

นอกจากนี้ งานแสดงสินค้าระดับโลก Shanghai World Expo 2010 ยังเป็นปัจจัยกระตุ้นการลงทุนจากต่างประเทศ โดย ณ วันที่ 3 สิงหาคม ปี 2552 มีประเทศและองค์กรระหว่างประเทศรวม 241 แห่งจากทั่วโลกได้ตอบรับเข้าร่วมแสดงสินค้าอย่างเป็นทางการ

ในทางกลับกัน ณ สิ้นปี 2550 เซี่ยงไฮ้อนุมัติโครงการลงทุนในต่างประเทศรวม 104 โครงการ คิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวม 708 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

การลงทุนของไทยในนครเซี่ยงไฮ้

มีธุรกิจไทยที่เข้ามาลงทุนในจีนในหลากหลายสาขา ทั้งด้านพลังงาน การเงิน เกษตรกรรม อุตสาหกรรม และบริการ อาทิ กลุ่มเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) ซึ่งเป็นบริษัทต่างชาติรายแรกที่เข้ามาบุกเบิกในจีน โดยได้รับใบอนุญาตประกอบการค้าเลขที่ 0001 ปัจจุบันมีฐานธุรกิจสำคัญในเซี่ยงไฮ้ และมณฑลใกล้เคียง ส่วนใหญ่เป็นโครงการด้านเกษตรกรรม

นอกจากนี้ ด้วยความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ ทำให้มีนักลงทุนรายใหญ่ของไทยรายอื่นๆ ที่สนใจไปลงทุนในนครเซี่ยงไฮ้ อาทิ บริษัทดับเบิ้ลเอ บริษัททีโอเอ บริษัทดอกบัวคู่ เป็นต้น ทั้งยังมีธนาคารพาณิชย์ไทยที่มีชื่อเสียงไปตั้งสำนักงานที่เซี่ยงไฮ้ เช่น ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารกรุงเทพ ซึ่งกำลังดำเนินการจัดตั้งเป็นสาขา โดยเฉพาะภาคธุรกิจบริการนครเซี่ยงไฮ้เป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ประจำภูมิ ภาคของบริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่ของโลกจำนวนมาก

สำหรับฝ่ายจีนที่ไปลงทุนในประเทศไทย บริษัทหลักคือ กลุ่ม China Worldbest ซึ่งลงทุนด้านสิ่งทอ และผลิตกรดมะนาวที่นิคมอุตสาหกรรม จังหวัดระยอง

ภาคเกษตรกรรม

ในปี 2551 ภาคเกษตรกรรมของเซี่ยงไฮ้มีมูลค่าการผลิตรวม 28,070 ล้านหยวน ขยายตัวร้อยละ 1.7 จากปีก่อนหน้า โดยในจำนวนดังกล่าว แบ่งเป็นมูลค่าการผลิตด้านกสิกรรม 13,573 ล้านหยวน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.5 มูลค่าการผลิตด้านปศุสัตว์ 6,612 ล้านหยวน เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.9 และมูลค่าการผลิตด้านการประมง 6,011 ล้านหยวน ลดลงร้อยละ 4.5

ตารางแสดงปริมาณการผลิตของผลิตผลทางการเกษตรที่สำคัญของเซี่ยงไฮ้ในปี 2551

ผลิตผลทางการเกษตร ปริมาณการผลิต ขยายตัวจากปี 2550(%)
ธัญพืช (10,000 ตัน) 115.67 5.9
ผัก (10,000 ตัน) 397.00 -4.0
สุกรมีชีวิต (10,000 ตัว) 258.22 2.7
นมวัว (10,000 ตัน) 23.29 5.6
ไข่ (10,000 ตัน) 6.20 0.6
อาหารทะเล (10,000 ตัน) 36.90 -0.3

ภาคอุตสาหกรรม

ภาคอุตสาหกรรมของเซี่ยงไฮ้เติบโตต่อ เนื่อง โดยตลอดปี 2551 มีมูลค่าเพิ่มภาคอุตสากรรมรวม 578,499 ล้านหยวน ขยายตัวร้อยละ 8.4 จากปี 2550 ทั้งนี้ อุตสาหกรรมการผลิตหลัก 6 อุตสาหกรรมของเซี่ยงไฮ้ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์อิเล็กโทรนิกส์และสารสนเทศ รถยนต์ ปิโตรเคมี เหล็กดิบ อุปกรณ์ชุด และ Bio-medicine มี มูลค่าการผลิตรวมกันสูงถึง 1,566,4.26 ล้านหยวน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 64.2 ของมูลค่าการผลิตในภาคอุตสาหกรรมทั้งหมด

ภาคบริการ

ธุรกิจการ เงินและประกันภัย

ในปี 2551 เซี่ยงไฮ้มีสถาบันการเงินเปิดให้บริการใหม่จำนวน 82 ราย แบ่งเป็นธนาคาร 12 ราย ธุรกิจประกันภัย 30 ราย ทำให้ ณ สิ้นปี 2551 เซี่ยงไฮ้มีสถาบันการเงินรวมทั้งสิ้น 689 แห่ง แบ่งเป็นธนาคาร 124 แห่ง ธุรกิจประกันภัย 291 แห่ง และธุรกิจหลักทรัพย์ 94 แห่ง ทั้งนี้ เป็นสถาบันการเงินของต่างชาติรวม 165 แห่ง เปิดให้บริการใหม่ในปี 2551 จำนวน 14 แห่ง

นครเซี่ยงไฮ้จัดตั้งเขตการเงินและการค้าระหว่างประเทศ "ลู่เจียจุ่ย" (Lujiazui Finance and Trade Zone) ใน เขตใหม่ผู่ตงของนครเซี่ยง ไฮ้ยังคงรักษาจุดเด่นในการเป็นศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศจีนอยู่ โดยเขตลู่เจียจุ่ยมีพื้นที่ 28 ตร.กม. ในปี 2550 มีสถาบันการเงินที่จัดตั้งในเขตดังกล่าวรวม 493 ราย โดยกว่าครึ่งหนึ่งเป็นสถาบันการเงินต่างประเทศ มีธนาคารต่างประเทศที่จัดตั้งเป็นนิติบุคคลท้องถิ่น 12 ราย (จาก 18 รายทั่วประเทศจีน) มีบริษัทจัดการกองทุน 26 ราย (จาก 54 รายทั่วประเทศจีน) และมีบริษัทบริหารสินทรัพย์และบริษัทประกัน 5 ราย (จาก 9 รายทั่วประเทศจีน) อีกทั้งยังเป็นที่ตั้งของตลาดการเงินที่สมบูรณ์ที่สุดทั้งด้านตลาดหุ้น ตลาดซื้อขายล่วงหน้า และตลาดตราสาร โดยตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้มีมูลค่าตลาดใหญ่เป็นอันดับ 4 ของภูมิภาคเอเซียแปซิฟิค

ในปี 2551 สถาบันการเงินในเซี่ยงไฮ้มียอดเงินฝากรวม 3,558,907 ล้านหยวน และมียอดเงินกู้รวม 2,416,612 ล้านหยวน

ธุรกิจโลจิสติกส์

ปริมาณการลำเลียงขนส่งสินค้าและจำนวนนักท่องเที่ยว
ผ่านระบบขนส่งประเภทต่างๆ ของเซี่ยงไฮ้ในปี 2551

ระบบขนส่ง มูลค่า
(10,000 ตัน)
ขยายตัวจากปี 2550
(ร้อยละ)
ปริมาณลำเลียงขนส่งสินค้า 81,449.00 3.6
ทางรถไฟ 985.00 -13.8
ทางน้ำ 42,729.00 2.9
ทางหลวง 37,430.00 5.0
ทางอากาศ 305.00 5.0
ระบบขนส่ง จำนวน
(10,000 คน)
ขยายตัวจากปี 2550
(ร้อยละ)
จำนวนนักท่องเที่ยว 10,834.22 4.5
ทางรถไฟ 5,338.95 11.3
ทางน้ำ 88.90 -6.1
ทางหลวง 2,841.00 -1.1
ทางอากาศ 2,565.37 -1.7

ในปี 2551 เซี่ยงไฮ้มีปริมาณลำเลียงตู้คอนเทนเนอร์ ณ ท่าเรือ นครเซี่ยงไฮ้ เพิ่มสูงขึ้นเป็นอันดับสองของโลก โดยมีปริมาณสูงถึง 28.006 ล้านตู้ มีการขยายตัวถึงร้อยละ 7.1 เมื่อเทียบกับช่วงระยะเวลาเดียวกันของปี 2550 ส่วนปริมาณลำเลียงขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ ณ ท่าเรือน้ำลึกหยางซาน ในปี 2550 มีปริมาณเท่ากับ 8.227 ล้านตู้

ปริมาณลำเลียงตู้คอนเทนเนอร์และปริมาณขนส่งสินค้า ณ ท่าเรือนครเซี่ยงไฮ้ที่เพิ่มสูงขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการเปิดใช้เขตคลังสินค้าทัณฑ์บนท่าเรือหยางซาน ซึ่งเขตคลังสินค้าทัณฑ์บนดังกล่าวได้เปิดเส้นทางการเดินเรือระหว่าง เซี่ยงไฮ้กับท่าเรือของทวีปยุโรป และท่าเรือขนาดใหญ่ในทวีปอเมริกาใต้รวม 35 เส้นทาง ปัจจุบันมีบริษัืืทที่ดำเนินธุรกิจด้านโลจิสติกส์ แปรรูปสินค้้า และให้บริการด้านธุรกิจการค้าที่มีชื่อเสียงทั้งในและต่างประเทศ อาทิ บริษัท CMA CGM Shipping บริษัท Leaf Water Fook Group บริษัท Eternal Asia และบริษัท Ster Igenics รวมทั้งสิ้น 51 บริษัืท ตลอดจนบริษัืทต่างชาติอีก 14 บริษัท ดำเนินการจดทะเบียนเพื่อดำเนินธุรกิจในเขตคลังสินค้าทัณฑ์บนดังกล่าวแล้ว

ปัจจุบัน ท่าเรือนครเซี่ยงไฮ้มีจุดเทียบเรือเพื่อลำเลียงตู้คอนเทนเนอร์ขึ้นฝั่งรวม 42 จุด มีบริษัทเดินเรือขนาดใหญ่จากทั่วโลกรวม 20 บริษัท ที่เข้ามาทำธุรกิจเดินเรือในนครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งมีเส้นทางเดินเรือสู่ท่าเรือรวมกว่า 300 แห่ง ในประเทศต่างๆ กว่า 200 ประเทศทั่วโลก

ธุรกิจการท่องเที่ยว

ตลอดปี 2551 ธุรกิจภาคการท่องเที่ยวของเซี่ยงไฮ้มีสร้างมูลค่ารวม 95,850 ล้านหยวน ขยายตัวร้อยละ 7.1 จากปีก่อนหน้า ทั้งนี้ ในปี 2551 เซี่ยงไฮ้มีนักท่องเที่ยวจากต่างชาติเดินทางมาท่องเที่ยวรวม 6.4037 ล้านคน (ไม่รวมนักท่องเที่ยวจากฮ่องกง ไต้หวัน และมาเก๊า) ลดลงร้อยละ 3.8 นอกจากนี้ ในปี 2551 เซี่ยงไฮ้มีรายได้จากการท่องเที่ยวที่เป็นเงินตราต่างประเทศรวม 5,027 ล้านหยวน ขยายตัวร้อยละ 6.1 จากปีก่อนหน้า อีกทั้งมีรายได้จากภาคการท่องเที่ยวในประเทศรวม 161,241 ล้านหยวน ขยายตัวร้อยละ 0.1

ในปัจจุบัน รัฐบาลจีนเปิดให้ประชาชนเดินทางไปประเทศต่างๆ เพิ่มขึ้นถึง 95 ประเทศและพื้นที่

โดยในปี 2551 สถานกงสุลใหญ่ ณ นครเซี่ยงไฮ้ได้ตรวจลงตรานักท่องเที่ยวที่เดินทางไปประเทศไทยจำนวน 157,761 ราย ลดลงจาก 26,149 ราย ในปี 2550 นอกจากนี้ ยังมีชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในเซี่ยงไฮ้เดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยปี ละหลายหมื่นคน ซึ่งจัดเป็นกลุ่มที่มีอำนาจในการซื้อสูงและเป็นทัวร์คุณภาพ

ธุรกิจโทรคมนาคมและไปรษณีย์

ในปี 2550 ธุรกิจโทรคมนาคมและไปรษณีย์ในเซี่ยงไฮ้สร้างมูลค่ารวม 83,382 ล้านหยวน ขยายตัวร้อยละ 1 จากปีก่อนหน้า โดยธุรกิจโทรคมนาคมสร้างมูลค่า 77,612 ล้านหยวน ขยายตัวร้อยละ 17.3 และธุรกิจไปรษณีย์สร้างมูลค่า 5,770 ล้านหยวน ขยายตัวร้อยละ 21.5 ทั้งนี้ เซี่ยงไฮ้มีจำนวนผู้ใช้โทรศัพท์ฺบ้านรวม 6.60 ล้านราย และมีผู้ใช้โทรศัพท์มือถือรวม 18.809 ล้านราย

กล่าวโดยสรุปแล้ว นครเซี่ยงไฮ้พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมตามกรอบของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับ ที่ 11 โดยมียุทธศาสตร์เบื้องต้นในการพัฒนาวิทยาศาสตร์และการศึกษา เพื่อที่จะพัฒนาเมืองให้เป็นผู้นำระหว่างประเทศในด้านเศรษฐกิจ การเงิน การค้า และการขนส่ง หรือที่เรียกว่า "Four Centers" รัฐบาลนครเซี่ยงไฮ้มีเป้าหมายในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมตามแผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 11 ดังนี้

  1. เศรษฐกิจโดยภาพรวมต้องมีการพัฒนาขึ้นอีกระดับ โดยเป้าหมาย GDP ของเมืองต้องเพิ่มขึ้นจากมาตรฐานร้อยละ 9 ทุกปี
  2. ในปี ค.ศ. 2010 เพิ่มความสามารถในการคิดค้นนวัตกรรม ตลอดจนค่าใช้จ่ายรวมในการวิจัยและพัฒนาให้เพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 2.8 ของ GDP
  3. บรรลุเป้าหมายในการสร้างศักยภาพของทรัพยากร และสิ่งแวดล้อม การลงทุนในด้านการปกป้องสิ่งแวดล้อมให้มากกว่าร้อยละ 3 ของ GDP
  4. พัฒนาเขตผู่ตงให้เป็นศูนย์กลางด้านระบบตลาดเศรษฐกิจแบบสังคมเปิด ในด้านการค้ากับต่างประเทศ