ข้อมูลนครเซี่ยงไฮ้

 

 

ที่ตั้ง                                        ตั้งอยู่ทางตะวันออกของประเทศจีน บนชายฝั่งทะเลของมหาสมุทรแปซิฟิก ทิศเหนือ
                                                ติดบริเวณปากแม่น้ำแยงซีเกียง ทิศใต้เป็นอ่าวหางโจว
 ทิศตะวันตกติดมณฑลเจียงซู
                                                และเจ้อเจียง ทิศตะวันออกเป็นทะเลตงไห่

พื้นที่                                      6,340  ตารางกิโลเมตร

ภูมิประเทศ                           ทิศตะวันตกเฉียงใต้เป็นเทือกเขาเล็กๆ ยาวเหยียด เขตเมืองเป็นที่ราบกว้างใหญ่ ความสูง
                                                เหนือระดับน้ำทะเลเฉลี่ยประมาณ 4 เมตร     แม่น้ำหวงผู่เป็นแม่น้ำสายหลัก

ภูมิอากาศ                              อุณหภูมิเฉลี่ย 16.18 องศาเซลเซียส

ประชากร                               19.2 ล้านคน

ภาษาที่ใช้                          ภาษาทางการคือภาษาจีนกลา(Mandarin) แต่ชาวเซี่ยงไฮ้ส่วนใหญ่ใช้ภาษาเซี่ยงไฮ้

                                         การสื่อสารระหว่างกัน

GDP (ปี ค.ศ.2005)             914,395 ล้านหยวน (ประมาณ 114,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
GDP per capita                 6,200
ดอลลาร์สหรัฐ
การค้าระหว่างประเทศ      ปี ค.ศ.2005 มูลค่าการค้ารวม 186
,365 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นมูลค่าการส่งออก
                                                90
,742 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การนำเข้า 95,623 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

สภาพทั่วไป
                                นครเซี่ยงไฮ้มีประวัติความเป็นมากว่า 700 ปี เริ่มจากหมู่บ้านชาวประมงเติบโตขึ้นเป็นเมือง
สิ่งทอ และพัฒนาเป็นเมืองท่าเปิดตั้งแต่ปี ค.ศ.1843 เริ่มมีประเทศต่างๆ เข้ามาติดต่อค้าขายเพิ่มขึ้นและรุ่งเรืองมากในช่วงทศวรรษ 1930  ปัจจุบันเซี่ยงไฮ้เป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่ในแง่ประชากรเป็นลำดับที่ 2 ของจีน  (19.21 ล้านคน รองจากนครฉงชิ่ง ซึ่งมีประชากร 31.3 ล้านคน) 

 

 

 

 


                                เซี่ยงไฮ้เป็นมหานครเทียบเท่ามณฑล มีสถานะเป็นเขตบริหารพิเศษขึ้นตรงต่อกรุงปักกิ่ง
  มี

นาย Han Zheng (หาน เจิ้ง) เป็นนายกเทศมนตรี (เข้าดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2546) และยังมีตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ นครเซี่ยงไฮ้ ได้แก่นาย Chen Liangyu (เฉิน เหลียงหยู) ซึ่งทำหน้าที่กำกับ

ดูแลนโยบายจากรัฐบาลกลางด้วย  อาจกล่าวได้ว่าตำแหน่งผู้นำเซี่ยงไฮ้ถือว่ามีความสำคัญมากในระดับรัฐบาลกลาง โดยในระยะที่ผ่านมาผู้นำเซี่ยงไฮ้ล้วนมีอนาคตทางการเมืองที่ยาวไกล และเคยขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดของประเทศมาแล้ว เช่นนาย Jiang Zemin (เจียง เจ๋อหมิน) อดีตประธานาธิบดี นาย Zhu Rongji (จู หรงจี) อดีตนายกรัฐมนตรี และล่าสุดคือนาย Wu Bangguo (อู๋ ปังกั๋ว)  ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นประธานสภาประชาชนแห่งชาติจีน (NPC) และนาย Huang Ju (หวง จวี๋) เป็นรองนายกรัฐมนตรี อันดับ 1      

                                เซี่ยงไฮ้แบ่งเขตการบริหารเป็น 19 เขต (อำเภอ) ในจำนวนประชากร 19.2  ล้านคน เป็นผู้ที่
มีถิ่นที่อยู่ถาวรร้อยละ 69.8
 ผู้ที่ลงทะเบียนจากต่างเมืองร้อยละ 22.8   และผู้ที่เดินทางเข้ามาในระยะสั้น (ไม่เกิน

ครึ่งปี) ร้อยละ 7.4  ชาวต่างชาติ (Expats)ที่เข้ามาทำงานกับบริษัทข้ามชาติมีจำนวนที่สูงประมาณ 6 แสนคน  แนวโน้มการขยายตัวของกลุ่ม expats  ได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว โดยเฉพาะภายหลังที่จีนเข้า WTO
                                เซี่ยงไฮ้จัดเป็นเมืองที่มีคณะนักการทูตต่างชาติอยู่มากที่สุด รองจากกรุงปักกิ่ง โดยมีสถานกงสุลใหญ่ประเทศต่างๆ ถึง 56 ประเทศ และเป็นเมืองที่มีคณะทางการของประเทศต่างๆ มาเยือนมากอย่าง
โดยจีนถือว่าเซี่ยงไฮ้เป็น showcase ด้านความเจริญที่เกิดจากความพยายามในการพัฒนาด้วยระบบเศรษฐกิจการตลาดแบบสังคมนิยม

                                เทศบาลนครเซี่ยงไฮ้มีแผนพัฒนาเซี่ยงไฮ้ให้เป็นศูนย์กลางการประชุม การจัดงานแสดงสินค้าและนิทรรศการขนาดใหญ่ โดยที่ผ่านมาเซี่ยงไฮ้ประสบความสำเร็จในการจัดกิจกรรมระดับโลก เช่น การประชุม

สุดยอดผู้นำ APEC 2001  สำหรับงานแสดงสินค้า มีการจัดกิจกรรมตลอดปี  และขณะนี้กลุ่ม Deutsche Messe AG เยอรมนีได้เปิด Shanghai New International  Expo  Center  ที่ฝั่งผู่ตง ซึ่งเป็นศูนย์แสดงสินค้าขนาดใหญ่และสามารถรองรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็วของฝั่งผู่ตงได้  และนอกจากนี้ เซี่ยงไฮ้ยังให้ความสำคัญกับการจัดงานกีฬาระดับสากล และได้จัดการแข่งขันรถยนต์ Formula 1 ที่เซี่ยงไฮ้ในปี ค.ศ. 2004 และ2005 ด้วย

                                จีนประสบความสำเร็จในการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ  World Expo 2010  มีการประมาณการว่าจะมีชาวต่างประเทศเข้ามาเที่ยวชมงานที่เซี่ยงไฮ้ประมาณ 70 ล้านคน และทางการจีนได้จัดสรรงบประมาณสำหรับโครงการนี้กว่า 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ  ซึ่งจะสอดคล้องกับนโยบายจีนในการอาศัยโครงการหรือกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ระดับสากลเป็นตัวผลักดันและกระตุ้นระบบเศรษฐกิจโดยรวมให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง

ศักยภาพทางเศรษฐกิจ
                                นครเซี่ยงไฮ้ได้ชื่อว่าเป็นศูนย์กลางที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจในทุกๆ ด้าน (Economic Powerhouse) ของจีน  เซี่ยงไฮ้จึงได้รับการพัฒนาด้านต่างๆ อย่างรวดเร็วและต่อเนื่องทั้งทางด้านสาธารณูปโภคและระบบคมนาคมขนส่ง เพื่อให้เป็นศูนย์กลางด้านการขนส่งทางเรือและเป็น air hub ของภูมิภาคด้วย  รัฐบาล

 

กลางมีความตั้งใจแน่วแน่ที่จะพัฒนาให้นครเซี่ยงไฮ้มีความเจริญและเป็นเมืองสากลที่มีความทันสมัย (modern metropolis)  เทียบเท่าฮ่องกง ทำให้ในระยะที่ผ่านมาเซี่ยงไฮ้ได้รับการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด เริ่มตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ.1980 โดย นาย Deng Xiaoping (เติ้งเสี่ยวผิง) เป็นผู้ที่เริ่มวางวิสัยทัศน์ในการพัฒนาความเจริญและทันสมัยให้แก่เซี่ยงไฮ้ โดยจะพัฒนาเซี่ยงไฮ้ให้เป็นศูนย์กลางด้านต่างๆ 4 ด้านของจีน (นโยบาย “Four Centers” – economic , finance, trade , shipping )  โดยพัฒนาสาธารณูปโภค ส่งเสริม HRD  การค้นคว้าวิจัย และใช้วิทยาศาสตร์และการศึกษาเป็นเครื่องกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาอย่างสอดคล้องกัน 

                                ชาวเซี่ยงไฮ้มีกำลังซื้อสูง ในปี ค.ศ.2005 รายได้ต่อหัวเฉลี่ยคนละประมาณ 6,200  ดอลลาร์สหรัฐในขณะที่ชาวจีนโดยรวมรายได้เฉลี่ยต่อหัวเพียงประมาณ 1,700 ดอลลาร์สหรัฐ    GDP มีมูลค่าประมาณ 114,000  ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 11.1 จากปีที่แล้ว  ซึ่งถือเป็นการขยายตัวเกินกว่าร้อยละสิบ “double-digit growth”  เป็นปีที่ 14 ติดต่อกัน     โดยสัดส่วน GDP ในสาขาหลักๆ ดังนี้
                                                -  อุตสาหกรรมการก่อสร้าง               48.9
%
                                                -  อสังหาริมทรัพย์                                 7.3
%

                                                -  ธุรกิจสื่อสารมวลชน                         3.8 %

                                                -  การคมนาคมและการขนส่ง             6.4 %

                                                -  การขายส่งและปลีก                           9.1 %

                                                -  การเงิน                                                7.6 %
                                เซี่ยงไฮ้กำหนดอุตสาหกรรมหลัก (
pillar industries)  6 สาขา ได้แก่  (1)   การเงิน การธนาคาร   (2)   การค้า  (3)  ยานยนต์   (4)  เครื่องจักรกล IT และอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูง (5)   อสังหาริมทรัพย์  (6)   ปิโตรเคมี และมีการกำหนดเขตอุตสาหกรรม 4 แห่ง (four  bases)  ได้แก่

                                -   อุตสาหกรรม Integrated Circuit                  ทางตะวันออกของเซี่ยงไฮ้

                       -   อุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์                       ทางตะวันตก

                       -   อุตสาหกรรมเคมี                                             ทางใต้

                                                -   อุตสาหกรรมเหล็ก                                          ทางเหนือ
                               
เซี่ยงไฮ้มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 11 (2006-2010) โดยตั้งเป้าหมายว่า ใน 5 ปีข้างหน้าจะต้องมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจย่างน้อยร้อยละ 9 ต่อปี  โดยจะมุ่งเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันในฐานะที่เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ  การเงิน การค้า และการขนส่งทางเรือระดับโลกภายในปี ค.ศ.2010   จะเน้นการพัฒนาในภาคบริการ  ส่งเสริมธุรกิจขนส่งสินค้า โดยจะเพิ่มปริมาณการขนถ่ายสินค้าด้วยการปรับปรุง
โครงสร้างสาธารณูปโภคและปรับปรุงจุดขนถ่ายสินค้าต่างๆ  รวมทั้งการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมซึ่งถือว่าเป็นการให้ความสำคัญในเรื่องคุณภาพชีวิตของประชากรให้มากขึ้น 

                                  การค้ากับต่างประเทศ  ในปี ค.ศ.2005 มูลค่าการค้ารวม 186,365 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เพิ่มขึ้นจากปี ค.ศ. 2004 ร้อยละ 16.5)  โดยเป็นการนำเข้า 95,623 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.5)  การส่งออก 90,742 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 23.4 ) โดยส่วนใหญ่เป็นสินค้าประเภท Hi-tech ทั้งนี้ มูลค่าการส่งออก

 

ของเซี่ยงไฮ้ ส่วนใหญ่ผลิตโดยบริษัทต่างชาติ แบ่งเป็นสัดส่วนของภาคเอกชนท้องถิ่น 7,492 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่เป็นสัดส่วนของบริษัทฮ่องกง มาเก๊า และไต้หวัน 61,593 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

                                มูลค่าการลงทุนของต่างชาติในเซี่ยงไฮ้ รวมทั้งสิ้นเป็นเงิน 13,833 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเป็นการทำสัญญาลงทุนกับต่างชาติทั้งหมดรวม 4,091 ฉบับ (มีการลงทุนจริงที่เกิดขึ้นแล้ว 6,850 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยบริษัทจากไต้หวันที่ลงทุนที่เซี่ยงไฮ้มีจำนวนหลายพันแห่ง

การพัฒนาเศรษฐกิจของ Pudong (ผู่ตง)

มีการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจ 4 เขตที่ฝั่ง Pudong ดังนี้

                                1) Lujiazui Finance and Trade Zone  ประกอบด้วยพื้นที่ 28 ตร.กม.ซึ่งเป็นศูนย์รวมของบริษัทข้ามชาติที่สำคัญ (รวมทั้งห้างสรรพสินค้า Super Brand Mall ของไทยด้วย)   และมีตลาดธุรกิจระดับชาติ 6 ตลาดได้แก่  (1) Shanghai Stock Exchange  (2) Shanghai Securities Exchange   (3) Shanghai Property Rights

Exchange   (4)  Shanghai Real Estate Market   (5)  Shanghai Human Resource Market  (6) Shanghai Diamond Exchange  ขณะนี้กำลังมีโครงการก่อสร้างตึก World Financial  Center  ในเขตนี้ด้วย

                                2)  Jinqiao Export Processing Zone  ขนาดพื้นที่ 20 ตร.กม. เป็นแหล่งลงทุนสำคัญของกลุ่ม GM, NEC, Sharp ฯลฯ  ผลิตรถยนต์  คอมพิวเตอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้าประจำบ้าน  ยารักษาโรค ฯลฯ

                                3) Zhangjiang High-tech Park     แหล่งอุปกรณ์อิเลคทรอนิคส์ IT Biomedicine รวมทั้ง
อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และซอฟท์แวร์   ตัวอย่างเช่น กลุ่มบริษัท
Grace Semiconductor (ที่ร่วมทุนโดยบริษัทไต้หวัน กับ Silicon Storage Technology  ของสหรัฐฯ )Semiconductor Inter  ลงทุนมูลค่า 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ  บริษัท Honeywell International ผู้ผลิตชิ้นส่วนอัตโนมัติของอุปกรณ์ขนส่งและอากาศยาน

                                4) Waigaoqiao Free Trade Zone   ในบริเวณพื้นที่ 10 ตร.กม.เป็นพื้นที่สำหรับการผลิตและการส่งออก อยู่ใกล้ท่าเรือเซี่ยงไฮ้  ปัจจุบันมีบริษัทสำคัญ อาทิ Hewlett Packard,  Philips ,  Pioneer,  IBM,  JVC ฯลฯ  และบริษัทข้ามชาติอีกเกือบ 100  บริษัท

                                 นอกจากนั้น รัฐบาลได้สนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ อย่างจริงจัง โดยวางแผนพัฒนาเมือง Anting  (ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเซี่ยงไฮ้) ให้เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์ของจีนครบวงจร (โครงการ  China’s Detroit) มูลค่าการลงทุน 6.3 พันล้านดอลลาร์ฯ ภายในประกอบด้วยนิคมอุตสาหกรรมยานยนต์  สถาบัน

วิจัยและวิทยาลัยเทคโนโลยีด้านวิศวกรรมยานยนต์ (โดยการร่วมมือกับ มหาวิทยาลัย Tongji และ Volkswagen) ในลักษณะ cluster

พัฒนาการที่สำคัญของนครเซี่ยงไฮ้  
                                ตามแผนพัฒนาให้เซี่ยงไฮ้เป็นศูนย์กลางด้านต่างๆ ของจีน
(ตามนโยบาย  “Four Centers” – economic, finance, trade, shipping) โครงการสำคัญที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ ได้แก่
                               
การพัฒนาสนามบินนานาชาติผู่ตง

                                เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม ค.ศ.2005 ทางการเซี่ยงไฮ้ได้แถลงเรื่องโครงการก่อสร้างสนามบินผู่ตงระยะที่สอง  โครงการสำคัญคือการสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่สองซึ่งจะมีขนาด 480,000 ตรม. ทางด้าน

 

ตะวันออกของอาคารผู้โดยสารปัจจุบันซึ่งมีขนาด 278,000 ตารางเมตร  มูลค่าการก่อสร้าง 19,700 ล้านหยวน (2,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)  กำหนดแล้วเสร็จภายในปี ค.ศ.2007  โครงการระยะยาวอื่นประกอบด้วย อาคารผู้โดยสาร 3 หลัง และรันเวย์ 2 แห่งภายในปี ค.ศ.2015 (ปัจจุบันมีอาคารผู้โดยสาร 1 หลัง และรันเวย์ 2 แห่ง ซึ่งรันเวย์ที่สองเพิ่งเปิดใช้ในปี ค.ศ.2005)  และกำหนดสร้างอีก 1 รันเวย์ เพิ่มอีก 1 แห่งแต่ยังไม่กำหนดว่าจะสร้างเมื่อใด  การขยายสนามบินดังกล่าวจะทำให้ในปี ค.ศ.2015  สามารถรองรับผู้โดยสารได้ 60 ล้านคนต่อปี และ
คาร์โก้ 4.2 ล้านตันต่อปี   ทั้งนี้ ในปี ค.ศ.2005 จำนวนผู้โดยสารที่ใช้สนามบินนี้ประมาณ 25 ล้านคน เพิ่มขึ้น
ร้อยละ 20 จากปี ค.ศ.2004  และ คาร์โก้จำนวน 2.2. ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 22  เป้าหมายของโครงการขยายสนามบินดังกล่าว คือการให้นครเซี่ยงไฮ้เป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาคภายในปี ค.ศ.2015 
                               
การเปิดท่าเรือน้ำลึกที่เกาะ Yangshan

                            เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม ค.ศ.2005 ได้มีการเปิดใช้ท่าเรือน้ำลึกที่เกาะหยางซาน (Yangshan Deep Water Port) ระยะที่ 1 มูลค่าการก่อสร้าง 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีการเปิดใช้สะพาน  Donghai  ซึ่งเป็นสะพานที่สร้างในทะเลมีความยาวถึง 32.5 กิโลเมตร ความกว้าง 6 เลน เชื่อมระหว่างท่าเรือกับบริเวณ Luchaogang ในเขตหนานฮุ่ย  ปัจจุบันท่าเรือเซี่ยงไฮ้สามารถรองรับตู้ container ได้ เป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากฮ่องกง และสิงคโปร์  ท่าเรือหยางชานมีขีดความสามารถรองรับปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ได้ 3 ล้านตู้ (TEU) ต่อปี  สามารถรับเรือสินค้าขนาดใหญ่ที่สุดของโลกได้  สำหรับโครงการระยะที่ 2  มีมูลค่าประมาณ 830 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  เป็นการลงทุนจากต่างชาติและในประเทศ ในขณะที่โครงการระยะแรกเป็นการสนับสนุนจากรัฐบาล  โครงการระยะที่ 2  กำหนดจะเสร็จปลายปี ค.ศ. 2006 ความสามารถรับตู้ container จะเพิ่มขึ้นอีกปีละ 2.1 ล้านตู้ (TEU)  ต่อปี   เมื่อโครงการระยะที่ 2 ก่อสร้างเสร็จและเปิดดำเนินการ จะทำให้ท่าเรือหยางชาน เพิ่มขีดความสามารถรองรับปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ได้เป็น 5.5 ล้านตู้ (TEU) และภายในปี ค.ศ. 2010  ท่าเรือแห่งนี้จะสามารถรองรับปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ได้เป็น 10 ล้านตู้ต่อปี  ในอนาคต คาดว่าจะสามารถรองรับตู้คอนเทนเนอร์ได้มากกว่า 20 ล้านตู้ โดยมีท่าเทียบเรือ 52 ท่า
                                โครงการรถไฟ
High-speed ปักกิ่ง-เซี่ยงไฮ้ และรถ Maglev เซี่ยงไฮ้-หางโจว)

                                 เมื่อต้นเดือนมีนาคม ค.ศ.2006 รัฐบาลจีนได้อนุมัติโครงการรถไฟ High-speed เชื่อมระหว่าง
กรุงปักกิ่ง - นครเซี่ยงไฮ้ และโครงการรถไฟแม่เหล็ก
Maglev (Magnetic levitation) เชื่อมระหว่างนครเซี่ยงไฮ้ - เมืองหางโจว โครงการรถไฟ High-speed ปักกิ่ง-เซี่ยงไฮ้  จำนวนเงินลงทุน 2 แสนล้านหยวน (2 .47 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) ใช้เทคโนโลยีจีน  วิ่งด้วยความเร็ว 450กม./ชม.  จะทำให้ร่นระยะเวลาเดินทางจาก 13 ชั่วโมง ลงเหลือน้อยกว่า 5 ชั่วโมง   สำหรับรถไฟแม่เหล็ก Maglev  ระหว่างนครเซี่ยงไฮ้และเมืองหางโจว  นาย Sheng  Changli  รองผู้ว่าการมณฑลเจ้อเจียง กล่าวว่า โครงการดังกล่าวอาจเริ่มภายในปลายปี ค.ศ.2006 มูลค่าประมาณ 3.5 หมื่นล้านหยวน (4.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)  จะช่วยร่นระยะเวลาเดินทางระยะทาง 150 กม. จาก 3 ชั่วโมง เหลือ 20 นาที  คาดว่าจะเสร็จก่อนงาน World Expo ปี 2010 เพื่อรองรับผู้เข้าร่วมงานจากทั่วโลก ซึ่งคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวประมาณ 70 ล้านคน  โครงการนี้ส่วนใหญ่จะใช้เทคโนโลยีจากจีนและบางส่วนจากเยอรมัน

                               

                                การก่อสร้าง
Hangzhou Bay Bridge
                               
Hangzhou Bay Bridge เป็นสะพานกลางทะเลที่ยาวที่สุดในโลก (36 กม.) มูลค่า 1.42 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เชื่อมระหว่างด้านใต้ของเซี่ยงไฮ้ และเมืองหนิงโป (มณฑลเจ้อเจียงทางทิศใต้) ซึ่งจะร่นระยะเวลาเดินทางลงได้จาก 3 ชม. เหลือเพียง 1 ชม. และสามารถเพิ่มศักยภาพของท่าเรือทั้งสองแห่งในการกระจายสินค้าได้อีกมาก การก่อสร้างสะพานนี้เป็นการร่วมลงทุนระหว่างรัฐบาลและเอกชนจำนวน 17 ราย รวม 18 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นบริษัทเอกชนในเมืองหนิงโป ลงทุนร้อยละ 59 และบริษัท Songcheng Group ลงทุนร้อยละ 17.3 ของเงินลงทุนทั้งหมด โครงการนี้ได้เริ่มสร้างในปี ค.ศ. 2003 จะแล้วเสร็จในปี ค.ศ. 2008 และจะเปิดให้บริการในปี ค.ศ. 2009  โดยสามารถรองรับรถยนต์ได้ถึงวันละ 45,000 – 50,000 คัน


ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและนครเซี่ยงไฮ้
                                 สถานกงสุลใหญ่ ณ นครเซี่ยงไฮ้ได้เปิดทำการเมื่อปี ค.ศ. 1996  ภารกิจหลักได้แก่ การส่งเสริมความสัมพันธ์ด้านต่างๆ ทั้งการค้า การลงทุน ศิลปะวัฒนธรรม การศึกษาและการท่องเที่ยว ระหว่างไทย- เซี่ยงไฮ้และมณฑลในเขตอาณาได้แก่มณฑลเจ้อเจียง เจียงซู และอันฮุย  รวมทั้งการดูแลคุ้มครองผลประโยชน์ของคนไทยที่อาศัยในเขตนี้  มีการสถาปนาความสัมพันธ์บ้านพี่เมืองน้องระหว่างนครเซี่ยงไฮ้และจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อเดือนเมษายน ค.ศ.2000

การเยือนที่สำคัญ
พระราชวงศ์ชั้นสูงได้เสด็จฯ เยือนนครเซี่ยงไฮ้และมณฑลในเขตอาณาหลายครั้ง เช่น

                                -  สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ เยือนจีนซึ่งรวมทั้งนครเซี่ยงไฮ้ ระหว่างวันที่ 22-27  ตุลาคม ค.ศ.2000   
                                -  สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร ได้
เสด็จฯ เยือนนครเซี่ยงไฮ้ ระหว่างวันที่ 27-28 พฤษภาคม ค.ศ.1998 และทรงทำการฝึกบินเส้นทางกรุงโตเกียว-นครเซี่ยงไฮ้-กรุงเทพฯ พร้อมด้วยพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ และพระเจ้า

หลานเธอพระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ เมื่อวันที่ 19 มกราคม ค.ศ.2006 
                                -  สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือนเซี่ยงไฮ้พร้อมสมเด็จ
พระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถเมื่อ
ค.ศ.2000 และเสด็จฯ เยือนเมืองหางโจว ระหว่างวันที่วันที่  5-7 เมษายน ค.ศ.2006  
                                - 
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ฯ เสด็จเยือนนครเซี่ยงไฮ้หลายครั้งเช่น

                                                  -  เมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ.2002 เพื่อทรงร่วมแสดงดนตรีและวัฒนธรรมสาย

สัมพันธ์สองแผ่นดิน  ครั้งที่ 2   (โดยทรงแสดงที่กรุงปักกิ่ง และเมืองซีอาน)

- ระหว่างวันที่ 8-13 กุมภาพันธ์ ค.ศ.2003 เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางด้าน

วิชาการกับ Shanghai Cancer Institute และ Hepatic Cancer Institute ซึ่งมีความก้าวหน้าในการบำบัดรักษา

ผู้ป่วยโรคมะเร็งในตับ 

  

- ระหว่างวันที่ 25 กุมภาพันธ์
– 4 กุมภาพันธ์ ค.ศ.2005 เพื่อทอดพระเนตร

การแสดงดนตรีและนาฎศิลป์ ที่ The Opera and Dance College of Shanghai Theatre Academy และเลือกการแสดงของจีนที่จะไปแสดงในโครงการสายสัมพันธ์สองแผ่นดินที่ประเทศไทย  เสด็จเยือนระหว่างวันที่
5
– 9 เมษายน ค.ศ.2006 เพื่อส่งเสริมความร่วมมือกับสถาบัน Shanghai Institute of Organic Chemistry (โดย ศาสตราจารย์ Wu Yu Lin ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มนักวิจัยที่สกัดสมุนไพรจีนเพื่อต่อต้านไข้มาลาเรีย และเคยได้รับรางวัลมหิดลในนาม China Cooperative Research Group on Qinghaosu and its Derivatives as Antimalarials เมื่อปี ค.ศ.2003 ได้ร่วมถวายการรับเสด็จด้วย) และเสด็จเยือนสถาบัน Institute of Plant Physiology and Ecology ซึ่งอยู่ในสังกัด Shanghai Institutes of Biological Sciences - SIBS (ซึ่งศึกษาเกี่ยวกับสายพันธุ์ของพืช  สิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก และแมลงต่างๆ  ซึ่งผลงานวิจัยสำคัญๆ ของสถาบันฯ เช่น การศึกษาปรับปรุงสายพันธุ์ข้าว การพัฒนา

สายพันธุ์ของต้น Qinghao ซึ่งเป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์ต่อต้านไข้มาลาเรีย)   
                                นอกจากนั้นคณะต่างๆ จากไทยได้เยือนนครเซี่ยงไฮ้เป็นจำนวนมาก เช่น การเยือนของประธานวุฒิสภา  ประธานศาลฎีกา  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและการกีฬา  รัฐมนตรีว่าการกระทรวง
วัฒนธรรม  รัฐมนตรีว่าการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข  คณะ
กรรมาธิการของทั้งสองสภา  คณะจากส่วนราชการ และคณะ
คณาจารย์รวมทั้งนักศึกษาจากสถาบันต่างๆ ซึ่ง
รวมประมาณปีละ 180 คณะ

การฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีนครบรอบ 30 ปี  ในโอกาสฉลองครบรอบ 30 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีนในปี ค.ศ.2005  สถานกงสุลใหญ่ฯ ได้จัดงานเทศกาลไทย ที่ห้าง Superbrand Mall ระหว่างวันที่
8-10 กรกฎาคม ค.ศ.2005 โดยในงานมีการ
แสดงนาฏศิลป์จากกระทรวงวัฒนธรรมและดนตรีวง Boy Thai   การสาธิตศิลปหัตถกรรมไทย  การขายอาหารไทยและประชาสัมพันธ์ผลไม้ไทย  การจัดนิทรรศการความสัมพันธ์ไทย-จีน การส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยบริษัทการบินไทย และบริษัททัวร์ในนครเซี่ยงไฮ้ร่วมออกบูธ  นอกจากนี้ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเซี่ยงไฮ้ ได้จัดซุ้มแสดงผลิตภัณฑ์ OTOP  ข้าวไทย  การสาธิตการปรุงอาหารไทยและ การสาธิตการนวด และสำนักงานเศรษฐกิจการลงทุน นครเซี่ยงไฮ้ ได้จัดบูธเผยแพร่
ประชาสัมพันธ์ข้อมูลการลงทุน ซึ่งมีผู้เข้าร่วมงานประมาณ
40,000 – 50,000 คน นับว่าการจัดงานครั้งนี้ประสบผลสำเร็จในการประชาสัมพันธ์ประเทศไทยได้เป็นอย่างดี

ชุมชนไทย ในเซี่ยงไฮ้  ในขณะนี้มีคนไทยที่จดทะเบียนกับสถานกงสุลใหญ่ฯ ประมาณ 500 คน  ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาซึ่งรวมถึงนักเรียนทุนรัฐบาลตามโครงการ “1 อำเภอ 1 ทุน” (ODOS) จำนวน 38 คน โครงการไทยพัฒน์ 3 คน  ทุนกระทรวงการต่างประเทศ 1 คน  นักเรียนทุนสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) 2 คน รวมจำนวน 44 คน         นอกจากนั้นเป็นนักธุรกิจ และครอบครัว รวมทั้งกลุ่มพ่อครัว แม่ครัวที่มาประกอบอาชีพตามร้านอาหารไทยอีกจำนวนหนึ่ง  ในช่วง 3-4 ปี ที่ผ่านมา ร้านอาหารไทยในเซี่ยงไฮ้ได้เพิ่มจำนวนขึ้นเป็นลำดับ  ปัจจุบันมีประมาณ 25 ร้าน ส่วนใหญ่มีเจ้าของเป็นชาวต่างชาติเช่น ฮ่องกง จีน ไต้หวัน สิงคโปร์ และอินโดนีเซียเชื้อสายจีน



การค้าระหว่างไทยและเซี่ยงไฮ้
  นช่วงเดือนมกราคม – พฤศจิกายน ค.ศ.2005 มูลค่าการค้ารวมเท่ากับ 3,119 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 32.6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยเป็นการส่งออกไปไทย 853 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มร้อยละ 37 การนำเข้าจากไทย 2,266 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มร้อยละ 30.8  สินค้าส่งออกหลักไทยได้แก่ เครื่องจักรและอุปกรณ์ เครื่องไฟฟ้า ยางและผลิตภัณฑ์พลาสติก  แร่เชื้อพลิงและผลิตภัณฑ์  ด้ายและเส้นใยประดิษฐ์  เหล็กและเหล็กกล้า เคมีภัณฑ์  สินค้านำเข้าได้แก่ ด้าย เส้นใยประดิษฐ์ ผ้าผืน เสื้อผ้าสำเร็จรูป เครื่องจักรและอุปกรณ์ เคมีภัณฑ์ เวชภัณฑ์ เครื่องมือทางการแพทย์ โลหะและผลิตภัณฑ์

ภายหลังความตกลงยกเว้นภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าผักและผลไม้ (สินค้าพิกัดภาษี 07 08) มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ.2003  ฝ่ายไทยได้มีการพยายามประชาสัมพันธ์ผลไม้ไทยในตลาดเซี่ยงไฮ้และมณฑลใกล้เคียงหลายครั้ง เช่น การจัดงานเทศกาลผลไม้ไทยที่ห้าง Super Brand Mall เมื่อเดือนมิถุนายน
ค.ศ.2004 โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธานเปิดงาน  การจัดงานประชาสัมพันธ์ลำไยที่โรงแรม
Four Seasons และห้างสรรพสินค้า Lian Hua โดยผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่เป็นประธานเปิดงาน การ
ประชาสัมพันธ์ผลไม้ไทยในงานเทศกาลไทยเมื่อเดือน
กรกฎาคม ค.ศ.2005  ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าว ได้มีการจัดซุ้มประชาสัมพันธ์ผลไม้ไทยที่ห้าง Lotus สาขาต่างๆ ในนครเซี่ยงไฮ้และในมณฑลใกล้เคียง

การลงทุน    การลงทุนของไทยในเซี่ยงไฮ้จนถึงปี ค.ศ.2005 มีทั้งสิ้น 188 โครงการ โดยเป็นการทำสัญญาลงทุนคิดเป็นมูลค่า 23,130 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แยกเป็นโครงการร่วมลงทุน 89 โครงการ มูลค่าการลงทุน 7.83 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ  โครงการร่วมมือกันในด้านความร่วมมืออื่นๆ  27 โครงการ มูลค่า 3.59 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

โครงการที่ไทยลงทุน 100 % จำนวน 72 โครงการ มูลค่าการลงทุน  11,710 ล้านดอลลาร์สหรัฐ   กลุ่มเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) เป็นบริษัทต่างชาติรายแรกที่เข้ามาบุกเบิกในจีน โดยได้รับใบอนุญาตประกอบการค้าเลขที่ 0001  ปัจจุบันมีฐานธุรกิจสำคัญในเซี่ยงไฮ้และมณฑลใกล้เคียง ส่วนใหญ่เป็นโครงการด้านเกษตรกรรม และห้าง Super Brand Mall ที่ฝั่งผู่ตง นครเซี่ยงไฮ้ เมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ.2002 เป็นห้างสรรพสินค้าครบวงจรขนาดใหญ่ และเป็นของไทย 100 %  เงินลงทุนประมาณ 420 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  นอกจากนั้นกลุ่มธุรกิจหลักๆ คือกลุ่มสหยูเนี่ยน มีโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าพลังงานถ่านหินในมณฑลเจียงซู และเจ้อเจียง  มีโรงงานผลิตกรดมะนาว ที่เมือYixing และโรงเรียนนานาชาติ Dulwich ที่ฝั่งผู่ตง   สำหรับฝ่ายจีนที่ไปลงทุนในไทยบริษัทหลักคือ กลุ่ม China Worldbest ซึ่งลงทุนด้านสิ่งทอและผลิตกรดมะนาวที่นิคมอุตสาหกรรม จังหวัดระยอง
การท่องเที่ยว
  ตลาดท่องเที่ยวไทยในตลาดนี้มีศักยภาพสูง  จำนวนชาวเซี่ยงไฮ้ที่ไปไทยคิดเป็นร้อยละ 25 หรือ
1 ใน 4 ของจำนวนชาวเซี่ยงไฮ้ที่ไปท่องเที่ยวต่างประเทศ  นักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางไปไทยครั้งแรกมักจะเดินทางเป็นหมู่คณะและนิยมการท่องเที่ยวราคาถูก แหล่งที่นิยมท่องเที่ยวคือกรุงเทพฯ พัทยา ในขณะที่นักท่องเที่ยวจีนที่มีฐานะและชาวต่างชาติ (ซึ่งอาศัยอยู่ในเซี่ยงไฮ้ประมาณ 6 แสนคน) มักนิยมการท่องเที่ยวอิสระและเดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวที่ตนชอบประมาณ 1-2 แห่ง เช่น ภูเก็ต เกาะสมุย ฯ จัดเป็นกลุ่มที่มีอำนาจการซื้อสูงและเป็นทัวร์คุณภาพ  ทั้งนี้ ในปี ค.ศ.2005 สถานกงสุลใหญ่ ได้ตรวจลงตรานักท่องเที่ยวจำนวน 140
,726 ราย และในช่วง
ไตรมาสแรกของปี ค.ศ.2006  สถานกงสุลใหญ่ตรวจลงตราไปแล้วจำนวน 60
,462 ราย เพิ่มขึ้นร้อยละ 173 เมื่อ



เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
อย่างไรก็ตาม ปัญหาทัวร์ศูนย์เหรียญในไทยก็ได้ลดลงมากเนื่องจากการ
ปราบปรามอย่างจริงจังของหน่วยงานไทยโดยการร่วมมือกับทางการจีน
                                ขณะนี้การแข่งขันจากประเทศอื่นๆ ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ เริ่มมีมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อทางการจีนได้อนุญาตให้คนจีนเดินทางไปประเทศต่างๆ ได้แล้วกว่า 76 ประเทศ
นอกจากนั้น ชาวเซี่ยงไฮ้มีการศึกษาดีขึ้นและรายได้ที่สูงขึ้น นิยมเลือกเดินทางไปประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษและภาษาต่างประเทศอื่นๆ ในยุโรป ออสเตรเลีย และสหรัฐฯ
                                อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การท่องเที่ยวในช่วงมกราคม
– กุมภาพันธ์ ค.ศ.2006 นักท่องเที่ยวจากจีนไปไทยได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 53 เมื่อเปรียบเทียบกับปี ค.ศ.2005 เพิ่มขึ้นเป็นอันดับ 1 เมื่อเปรียบเทียบกับนักท่องเที่ยวจากประเทศอื่นๆ ที่เดินทางไปไทย  ทั้งนี้ ทางการไทยได้ตั้งเป้าหมายจะเพิ่มนักท่องเที่ยวระหว่างจีนและไทยให้ได้ 4 ล้านคนในปี ค.ศ.2010

 

ความร่วมมือด้านสาธารณสุข

                                ไทยและจีนมีความร่วมมือด้านสาธารณสุขระหว่างกัน โดยในปี ค.ศ.1997 ได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือด้านการแพทย์ สาธารณสุข และเภสัชกรรม ระหว่างไทยและจีน  และเมื่อปี
ค.ศ.2000 มีการลงนามบันทึกความเข้าใจในการสนับสนุนให้ไทยเป็นศูนย์กลางการแพทย์แผนไทย-จีนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีผลให้มีการจัดตั้งศูนย์การแพทย์ไทย-จีนของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นอาคาร 8 ชั้น ตั้งอยู่หลังโรงพยาบาลหัวเฉียว นอกจากนั้น
มีโครงการฝึกอบรมแพทย์ในด้านการฝังเข็มโดยแบ่ง

เป็นหลายรุ่น  สำหรับความร่วมมือระหว่างไทยและเซี่ยงไฮ้  ได้มีความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยหัวเฉียวและมหาวิทยาลัยการแพทย์แผนจีนนครเซี่ยงไฮ้ จัดตั้งคณะการแพทย์แผนจีนที่มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ

นอกจากนั้น หลังจากการเยือนเซี่ยงไฮ้ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เมื่อเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.2003 ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการความร่วมมือระหว่างกระทรวงสาธารณสุขและนครเซี่ยงไฮ้  ซึ่งได้มีการประชุมแล้ว
2 ครั้ง และได้มีการสถาปนาความสัมพันธ์โรงพยาบาลพี่น้อง ดังนี้
                                                -  โรงพยาบาลหัวเฉียว       -              โรงพยาบาลหลงหัว
                                                -  โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์  -            โรงพยาบาลจงซาน

                                                -  โรงพยาบาลศิริราช          -              โรงพยาบาลเรนจี
                                                -  สถาบันบำราศนราดูร      -              วิทยาลัยการสาธารณสุขเซี่ยงไฮ้
                                นอกจากนั้น คณะกรรมการฯ ยังเตรียมจัดทำแผนความร่วมมืออื่นๆ ในด้านสาธารณสุขระหว่างไทยและเซี่ยงไฮ้ ซึ่งรวมทั้งแผนในการเข้าร่วมใน
International Medical Zone ที่นครเซี่ยงไฮ้ด้วย

_____________________________

                                                                                                                                               

สถานกงสุลใหญ่ ณ นครเซี่ยงไฮ้                                               พฤษภาคม  2549